ทิสโก้กับการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ


ทิสโก้กับการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ทิสโก้เป็นบริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรายแรกของประเทศ โดยเริ่มบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลานานกว่า 47 ปี ฐานลูกค้าของทิสโก้ครอบคลุมกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ในภาคธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการให้บริการ

ดังนั้นด้วยประสบการณ์ต่างๆ ที่ทิสโก้ได้สั่งสมมาโดยตลอดจึงเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความสามารถของทิสโก้ให้อยู่ในระดับมืออาชีพชั้นแนวหน้า และช่วยปรับปรุงนโยบายการบริหารกองทุนและการบริการ ส่งผลให้ทิสโก้มีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าแต่ละรายเป็นอย่างดี และสามารถสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าได้

จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ประกอบกับประสบการณ์การบริหารกองทุนที่ยาวนาน ที่ทิสโก้ได้มุ่งเน้นการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาวแก่สมาชิกของกองทุน อีกทั้งความเป็นเลิศในคุณภาพการบริการ มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและมีความทันสมัย จึงสามารถคงความเป็นผู้นำในธุรกิจการจัดการบริหารเงินภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าที่หลายหลากได้อย่างสมบูรณ์

ปัจจุบัน ทิสโก้ ยังครองตำแหน่งบริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพชั้นนำที่มีบริษัทนายจ้างให้ความไว้วางใจมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2559 มีบริษัทนายจ้างให้ความไว้วางใจแต่งตั้งทิสโก้ให้เป็นบริษัทจัดการสูงสุดถึง 4,064 บริษัท คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนบริษัทนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทย ซึ่งมีขนาดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 121,793 ล้านบาท

 

ลักษณะของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นจากความสมัครใจของนายจ้างและลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการออมเพื่อเป็นทุนทรัพย์ (ตามแนวความคิดในเรื่องเสาหลักที่ 3) ให้แก่พนักงาน ในกรณีที่ พนักงานเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือออกจากงานหรือกองทุน และเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวของ พนักงาน ในกรณีที่พนักงานเสียชีวิต

เงินสะสมและเงินสมทบ
ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยเงิน สะสมจากฝ่ายลูกจ้าง และเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง โดยที่ลูกจ้างจะต้องสะสมเงินเข้ากองทุนในอัตราไม่ต่ำกว่า 2% ของค่าจ้างและสูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และเงินสมทบของนายจ้างยังสมทบในอัตราขั้นต่ำ 2% นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้เข้ากองทุนได้

สภาพนิติบุคคลแยกต่างหาก
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนแล้วมีสถานภาพเป็นนิติบุคคลแยกจากบริษัทนายจ้างและบริษัทจัดการกองทุนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีกล่าวคือเจ้าหนี้ของบริษัทนายจ้างหรือของลูกจ้างหรือของบริษัทจัดการกองทุนไม่สามารถฟ้องร้องหรือดำเนินคดีเพื่อมีสิทธิในเงินกองทุนได้ดังนั้นแม้ว่านายจ้างหรือบริษัทจัดการจะประสบปัญหาทางการเงิน หรือถึงขั้นต้องเลิกกิจการไปก็ตามสมาชิกจะยังคงได้รับเงินกองทุนคืนตามสิทธิและข้อบังคับกองทุนทุกประการนอกจากนี้สิทธิเรียกร้องในเงินกองทุนก็ไม่สามารถโอนได้เช่นกัน

นโยบายการลงทุน
บริษัทจัดการต้องจัดการเงินกองทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนตามแบบแผนนโยบายการลงทุนของกองทุนทั้งนี้ภายใต้กฎหมายหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง

ประเภทของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเดี่ยว กองทุนเดี่ยว คือ กองทุนประกอบด้วยบริษัทนายจ้างเพียง 1 ราย โดยมีขนาดของกองทุนที่เหมาะสมตั้ง แต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยการที่กองทุนเดี่ยวมีขนาดใหญ่นั้น ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยกระจายการลงทุนในหลายสถาบันการเงิน และในหลักทรัพย์หลายประเภท เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ที่ดีขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่กองทุนยอมรับได้

กองทุนหลายนายจ้าง
ทิสโก้เป็นบริษัทจัดการรายแรกที่ริเริ่มรูปแบบกองทุนประเภทกองทุนหลายนายจ้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งกองทุน บริษัทขนาดกลาง และบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันสามารถมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ด้วยการเข้ามาอยู่ร่วมกันในกองทุนร่วมทุน

กองทุนหลายนายจ้างสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่
1. กองทุนกลุ่ม (Group Fund)
กองทุนกลุ่ม คือ กองทุนที่ประกอบด้วยบริษัทในเครือหลายบริษัทอยู่รวมกันในกองทุนเดียว ภายใต้นโยบายการลงทุนเดียวกัน และสามารถกำหนดข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัทให้แตกต่างกันได้

2. กองทุนร่วมทุน (General Pooled Fund)
กองทุนร่วมทุน คือ กองทุนที่ประกอบด้วยบริษัทที่มีขนาดต่างๆ ไม่ว่าขนาดเล็ก หรือกลางหรือใหญ่ เข้ามาอยู่รวมกันในกองทุนเดียวภายใต้นโยบายการลงทุนเดียวกัน และสามารถกำหนดข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัทให้แตกต่างกันได้ วัตถุประสงค์สำคัญของกองทุนประเภทกองทุนร่วมทุน ได้แก่การเพิ่มมูลค่าเงินกองทุนในระยะยาวให้แก่สมาชิกกองทุน ด้วยการรวมเงินกองทุนของนายจ้างขนาดเล็กและขนาดกลางของบริษัทต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขนาดกองทุนซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพิ่มอำนาจในการต่อรอง ประหยัดค่าใช้จ่ายของกองทุน เพิ่มสภาพคล่อง
ซึ่งในที่สุดช่วยเพิ่มโอกาสในกา
รสร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น

นายจ้าง และ ลูกจ้างได้ประโยชน์อะไรจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ?

ทิสโก้มาสเตอร์ฟันด์ (TISCO Master Fund)

เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมาก มีความคาดหวังในเรื่องผลตอบแทนและความสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับต่างๆ กัน ดังนั้น การมีเพียงหนึ่งนโยบายการลงทุนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสมาชิกกองทุนทุกรายเสมอไป ดังนั้น กฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงอนุญาตให้กองทุนสามารถมีหลายนโยบายการลงทุนภายใต้กองทุนเดียวกันได้ (“Master Fund”) เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในกองทุนเดียวกันไม่จำเป็นต้องเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมือนกันอีกต่อไป โดยสมาชิกแต่ละคนสามารถเลือกรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสมกับอายุ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ รวมถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ บลจ.ทิสโก้ เป็นผู้นำที่ให้บริการบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประเภทมาสเตอร์ฟันด์ (Master Fund) ซึ่งนอกจาก Master Fund ประเภทร่วมทุนแล้ว ลูกค้ากองทุนที่เป็นประเภทกองทุนเดี่ยว (Single Fund) เองก็ให้ความสนใจจัดทำกองทุนประเภท Master Fund เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งหากรวมมูลค่ากองทุนประเภท Master Fund ทั้งที่เป็นกองทุนเดี่ยวและกองทุนร่วมทุนแล้ว ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกันกว่า 78,671 ล้านบาท และจำนวนลูกค้ายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความไว้วางใจและเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพในการบริการ รวมไปถึงการบริหารกองทุนให้มีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทิสโก้มาสเตอร์ร่วมทุน (TISCO Master Pooled Fund) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทิสโก้มาสเตอร์ร่วมทุน (TISCO Master Pooled Fund) เริ่มจัดตั้งวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
จนถึงปัจจุบันมีจำนวนบริษัทนายจ้างที่เข้าร่วมกองทุน และขนาดกองทุนที่มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี บลจ. ทิสโก้ ก็ยังคงพัฒนาต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและบริการที่ดีขึ้น โดยปัจจุบัน TISCO Master Pooled Fund มีนโยบายการลงทุนให้สมาชิกเลือกลงทุนซึ่งไล่เรียงกันไปจากนโยบายที่มีความเสี่ยงต่ำไปยังความเสี่ยงสูง ดังต่อไปนี้

1. นโยบายตราสารหนี้ระยะสั้น นโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ที่เน้นการลงทุนด้วยเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูง ทั้งนี้ เน้นการลงทุนในการฝากเงิน และตราสารหนี้บางประเภทของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ตั๋วแลกเงิน (B/E) และ หุ้นกู้ธนาคาร รวมทั้งตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ โดยไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยมีอายุเฉลี่ยของตราสารที่มีการลงทุนทั้งหมด รวมกันประมาณ 0.5 ปี (+/- 0.5 ปี) ดังนั้น
จึงมีความเสี่ยงต่ำทั้งในแง่ความเสี่ยงด้านเครดิต ความผันผวนของราคา ซึ่งเป็นการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้น และสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้ต่ำ

2. นโยบายตราสารหนี้มั่นคง มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ที่เน้นการลงทุนด้วยเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูง ทั้งนี้ เน้นการลงทุนในการฝากเงิน และตราสารหนี้บางประเภทของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ตั๋วแลกเงิน (B/E) และ หุ้นกู้ธนาคาร รวมทั้งตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ โดยไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน ดังนั้น ความเสี่ยงทางด้านเครดิตจึงค่อนข้างต่ำ แต่การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่มีผลต่อผลตอบแทนของกองทุน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของเงินลงทุนสูง และสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้ค่อนข้างต่ำ

3. นโยบายตราสารหนี้ มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ที่เน้นการลงทุนด้วยการฝากเงินและตราสารหนี้ทั่วไป ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้บางประเภทของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ตั๋วแลกเงิน (B/E) และ หุ้นกู้ธนาคาร รวมถึงตราสารหนี้ภาคเอกชน เช่น ตั๋วแลกเงิน (B/E) และหุ้นกู้บริษัทเอกชน นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่ลงทุนในตราสารหนี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อผลตอบแทนของกองทุน ได้แก่ ความมั่นคงของผู้ออกตราสารและการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับรายได้จากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวในระดับปานกลาง และสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้บ้าง

4. นโยบายผสม (ตราสารหนี้ + ทอง) มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป ซึ่งในส่วนตราสารหนี้ภาครัฐจะเน้นลงทุนผ่านหน่วยลงทุนของกองทุนรวมพันธบัตร และลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) เฉพาะที่ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไม่เกิน 5% และที่ลงทุนในทองคำไม่เกิน 10% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยปัจจัยที่มีผลต่อผลตอบแทนของกองทุน ได้แก่ ความมั่นคงของผู้ออกตราสารและการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับรายได้จากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวในระดับปานกลาง-ค่อนข้างสูง และสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้ปานกลาง-ค่อนข้างสูง

5. นโยบายผสม (ตราสารหนี้ + หุ้น) มีนโยบายการลงทุนในตราสารทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ เช่น เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้บางประเภทของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น ตั๋วแลกเงิน (B/E) และหุ้นกู้ธนาคาร รวมถึงตราสารหนี้ภาคเอกชน เช่น ตั๋วแลกเงิน (B/E) และหุ้นกู้บริษัทเอกชน นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนใน ตราสารอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น ตราสารทุน (หุ้น) และกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยลงทุนไม่เกินร้อยละ 20 และร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ตามลำดับ ดังนั้น ผลตอบแทนของกองทุนจะมีความผันผวนในระดับปานกลาง-ค่อนข้างสูงในระยะสั้น ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงภาวะอัตราดอกเบี้ย และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงผลการดำเนินงานของบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์นั้นๆ ด้วย ในขณะเดียวกันโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีก็ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับรายได้จากการลงทุนควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินลงทุน และคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวในระดับปานกลาง-ค่อนข้างสูง และสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้ปานกลาง-ค่อนข้างสูง

6. นโยบายหุ้น มีนโยบายการลงทุนที่มุ่งเน้นในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการมุ่งเน้นการเติบโตของเงินลงทุน และคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวในอัตราที่สูง และสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้สูง

รายละเอียดแบบแผนการลงทุน กรุณาคลิ๊กที่นี่ >>

หมายเหตุ:

* นโยบายตราสารหนี้ระยะสั้น อายุเฉลี่ยของตราสารไม่เกิน 1 ปี
** เป็นนโยบายที่ลงทุนผ่านหน่วยลงทุนของกองทุนรวมพันธบัตรซึ่งบริหารโดย บลจ.ทิสโก้ไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
*** ลงทุนในหุ้นและตราสารทุนอื่นๆ โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

โดยจากนโยบายการลงทุนตามที่กล่าวไว้ข้างต้นทิสโก้จึงได้กำหนดรูปแบบทางเลือกมาตรฐาน (Standard Option) ซึ่งคาดว่าสามารถครอบคลุมความต้องการส่วนใหญ่ของสมาชิก และเพื่อให้ง่ายต่อคณะกรรมการกองทุนในการสื่อสารถึงสมาชิกกองทุน ในกรณีที่ให้สมาชิกเลือกนโยบายการลงทุนด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หากบริษัทนายจ้างต้องการทางเลือกให้สมาชิกมากกว่านี้ ทิสโก้ยังสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีรูปแบบ Free Style ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกผสมนโยบายการลงทุนได้ตามต้องการ

 

การบริการ