
ในช่วงนี้ปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญอย่างมากคือผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 3 ปี 2024 ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มการเงินที่ทยอยประกาศออกมาเป็นกลุ่มแรก และผลการดำเนินงานของกลุ่มการเงินที่ออกมาในไตรมาสนี้ยังจะถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเป็นข้อมูลที่สามารถใช้ประเมินทิศทางผลการดำเนินงานของกลุ่มการเงินในระยะข้างหน้า หลังจากที่ Fed ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้วในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา
โดยล่าสุดบริษัทจดทะเบียนของกลุ่มการเงิน ในดัชนี S&P500 ได้ประกาศผลการดำเนินงานออกมาแล้วทั้งหมด 16 บริษัท โดยรายงานรายได้ เติบโต +6.43% YoY และ กำไรเติบโต +5.01% YoY นำโดยธุรกิจประกันและ Financial Services ขณะที่ธุรกิจธนาคาร รายงานรายได้เพิ่มขึ้นแต่กลับมีกำไรลดลง

โดย 5 ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาแล้ว คือ
– JP Morgan Chase
ผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่นจากธุรกิจ Investment Banking
และ Asset & Wealth Management
JP Morgan Chase รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุด มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น +6% YoY หรือคิดเป็นมูลค่า $43.32 billion และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $4.37 ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ $4.01 โดยรายได้หลักเติบโตจากธุรกิจ Commercial & Investment Banking และธุรกิจ Asset & Wealth Management
โดย JP Morgan มีรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ปรับเพิ่มขึ้น +3% YoY หรือคิดเป็นมูลค่า $23.5 billion ทั้งนี้บริษัทได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยสุทธิทั้งปี 2024 และปี 2025 ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลงกว่าเดิมที่เคยคาดไว้ อย่างไรก็ดีในไตรมาสนี้ JP Morgan ยังได้ปรับเพิ่มการตั้งสำรองหนี้สูญอย่างมีนัยสำคัญที่จำนวน $3.11 billion จากเดิมที่ $1.38 billion
– Wells Fargo
ผลประกอบการโดยรวมดีกว่าคาดจากการปรับตัวทางธุรกิจ
Wells Fargo เผยผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุด มีรายได้อยู่ที่ $20.37 billion ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดไว้ที่ $20.42 billion และมีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ $1.52 สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ $1.28 โดยบริษัทระบุว่าผลการดำเนินงานดีที่ในไตรมาสนี้หนุนโดยแหล่งรายได้ของบริษัทที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น +16% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี ช่วยชดเชยรายได้จากดอกเบี้ยที่ปรับลดลง
ซึ่งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ของ Wells Fargo ปรับลง -11% YoY อยู่ที่ $11.69 billion จากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและเงินฝากที่เริ่มไหลออกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในช่วงทิศทางดอกเบี้ยที่กำลังจะเป็นขาลง ด้านการตั้งสำรองหนี้สูญของบริษัท Well Fargo อยู่ที่ $1.1 billion ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย สะท้อนคุณภาพสินเชื่อของธนาคารที่ดีขึ้น
– Bank of America
บริษัทยังสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง
แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ดอกเบี้ย
Bank of America (BofA) ธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลการดำเนินงาน Q3/2024 เติบโตดีกว่าคาด มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น +1% YoY หรือคิดเป็นมูลค่า $25.49 billion มากกว่าที่ตลาดคาดที่ $25.3 billion ด้านกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $0.81 ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดที่ $ 0.77 โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ (Trading) ทั้งตราสารหนี้ที่รายได้เพิ่มขึ้น +8% YoY และตราสารทุนที่รายได้เพิ่มขึ้น+18% YoY อีกทั้งค่าธรรมเนียมในธุรกิจ Investment Banking ก็ปรับเพิ่มขึ้นได้ดีเช่นกันที่ +18% YoY
ด้านรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ปรับลดลง -2.9% YoY อยู่ที่ $14.1 billion โดยเป็นผลมาจากต้นทุนเงินฝากที่สูงขึ้น โดยธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น $1.5 billion เพื่อบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังและการเตรียมพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน โดยผู้บริหาร Bank of America ได้เคยออกมาคาดการณ์ว่า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
– Goldman Sachs
กำไรต่อหุ้นพุ่งสูง 45% หนุนโดยธุรกิจ Trading และ Investment Banking
Goldman Sachs ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด โดยมีกำไรต่อหุ้นเติบโต +45% YoY อยู่ที่ $8.4 ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะออกมาที่ $6.89 และมีรายได้เติบโต +7% YoY อยู่ที่ $12.70 billion ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะออกมาที่ $11.8 billion โดยการเติบโตของ Goldman Sachs ได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ Trading และ Investment Banking
ทั้งนี้ บริษัทได้รายงานรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ของไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้น +70% YoY อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น +121% YoY อยู่ที่ $397 million ซึ่งกดดันมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญของธุริจบัตรเครดิต
– Morgan Stanley
รายงานผลการดำเนินงานดีกว่าคาด หนุนราคาหุ้นปรับขึ้น +6.5%
Morgan Stanley รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุดดีกว่าคาด รายได้อยู่ที่ $15.38 billion เติบโต +16% YoY ด้านกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $1.88 ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะออกมา $1.58 เติบโต +32% หนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจ Investment banking ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในไตรมาสที่ผ่านมา ช่วยเสริมกิจกรรมการควบรวมธุรกิจ อีกทั้ง กำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นยังได้รับหนุนจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลงหลังจากแนวโน้มของภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (Commercial Real Estate) ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ดี รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ปรับลดลงเล็กน้อย โดยได้รับแรงกดดันจากการลดลงของเงินฝาก ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทก็สามารถชดเชยผลกระทบบางส่วนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจอื่น อาทิ คุณภาพสินเชื่อ รวมถึงการบริหารสินทรัพย์
โดยภาพรวมของผลการดำเนินงานของธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของภาคการเงินในสหรัฐฯ ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายประเด็นโดยเฉพาะประโยชน์ของดอกเบี้ยขาขึ้นที่กำลังจะหมดไป แต่โดยภาพรวมธนาคารขนาดใหญ่ทุกแห่งก็ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ดี ซึ่งตลาดการลงทุนที่ฟื้นตัวขึ้นช่วยหนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้กับธนาคารขนาดใหญ่ทุกแห่ง
และหลังจากนี้ในช่วงที่ดอกเบี้ยของสหรัฐ ฯ เริ่มเป็นทิศทางขาลงอย่างชัดเจน ผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดๆไปของกลุ่มการเงินในสหรัฐ ฯ น่าจะเริ่มเห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากขึ้นไปอีกว่า ธนาคารขนาดใหญ่แต่ละแห่งจะสามารถบริหารจัดการผลการดำเนินงานได้ดีมากน้อยเพียงใด
ที่มา: CNBC , Bloomberg , Company Website