
ตลาดหุ้นทั่วโลกตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงแรงนำโดยหุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากความกลัวว่า “AI Bubble” อาจเริ่มก่อตัว หลังจาก Valuation ที่สูงขึ้น ในขณะที่หลายบริษัทยังคงทุ่มเงินลงทุนอย่างมหาศาลพร้อมกับคำถามที่ว่าเงินลงทุนเหล่านั้นจะสามารถแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นรายได้และกำไรได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าในระยะสั้นความกังวลดังกล่าวจะถูกทำให้ลดลงไปบ้าง เมื่อ Nvidia รายงานผลการดำเนินงานที่ไม่เพียงแค่แข็งแกร่ง แต่ “แรงเกินคาด” ในทุกมิติ ซึ่งถึงแม้ราคาหุ้น Nvidia จะปรับลงในวันที่ตลาดทราบผลการดำเนินงานแต่ส่วนหนึ่งก็เพราะจากแรงกดดันประเด็น Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ไม่ใช่เพราะตลาดผิดหวังผลการดำเนินงานของ Nvidia แต่อย่างใด
ทุบสถิติรายได้และกำไร เติบโตแรงจาก Data Center
Nvidia รายงาน รายได้รวม $57.01 billion เพิ่มขึ้น 62% YoY และสูงกว่าประมาณการนักวิเคราะห์ที่ $54.92 billion ขณะที่ กำไรสุทธิอยู่ที่ $31.91 billion เติบโต 65% YoY หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ $1.30 โดยธุรกิจ Data Center ซึ่งคิดเป็นเป็นสัดส่วน 90% ของรายได้รวม เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำรายได้ $51.2 billion เติบโต 66% YoY โดยส่วนใหญ่มาจาก GPU Compute $43 billion และ Networking $8.2 billion
นอกจากนี้ ธุรกิจอื่นก็เติบโตได้ดีเช่นกันโดย ธุรกิจ Gaming เติบโต 30% YoY, ธุรกิจ Professional Visualization เติบโต 56% และ ธุรกิจ Automotive & Robotics เติบโต 32% ซึ่งทั้ง 3 ธุรกิจนี้คิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้รวม
ขณะที่ด้าน Gross Margin (GAAP) อยู่ที่ 73.4% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการผลิตชิป Blackwell และราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้น
เร่งเครื่องรับดีมานด์ AI พร้อมสร้างความมั่นใจให้ผู้ถือหุ้น
เพื่อรองรับความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง Nvidia ได้เพิ่มสินค้าคงคลังจาก $10.08 billion เป็น $19.78 billion เพื่อเตรียมการผลิตชิป Blackwell ล็อตใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ AI ของบริษัท นอกจากการขยายกำลังผลิตแล้ว Nvidia ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ถือหุ้นด้วยการ ซื้อหุ้นคืนมูลค่า $12.5 billion และจ่ายเงินปันผล $243 million ในไตรมาสล่าสุด สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและความเชื่อมั่นในอนาคต
สำหรับแนวโน้มไตรมาสถัดไปบริษัทตั้งเป้ารายได้ที่ $65 billion และคาดว่า Gross Margin จะกลับมาที่ระดับ 74.8–75% เมื่อการผลิตเข้าสู่จุดสมดุล ซึ่งตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของดีมานด์ GPU ทั่วโลกและความต้องการชิปในตลาด AI ที่ยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง
Jensen Huang ย้ำ Blackwell ขายดีและความต้องการ AI เติบโตอย่างแท้จริง
CEO Jensen Huang เน้นย้ำถึงความต้องการชิป AI ที่เติบโตอย่างแท้จริง โดยชี้ว่าชิป Blackwell ขายดีจน Cloud GPUs ถูกจองเต็มหมด และลูกค้าระดับโลก เช่น Microsoft, Amazon, Google, Oracle และ Meta ต่างสั่งซื้อชิปเป็นจำนวนมหาศาล โดย Huang ระบุว่าบริษัทกำลังเข้าสู่ “Virtuous Cycle of AI” ซึ่งหมายถึงความต้องการ GPU ไม่ได้มาจากการฝึกโมเดล (Training) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการใช้งานจริง (Inference) ที่เติบโตทวีคูณ
นอกจากนี้ Huang ยังตอบประเด็นฟองสบู่ AI ว่า ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ว่าอุตสาหกกรม AI เกิดสภาวะฟองสบู่ พร้อมชี้ว่าความต้องการเทคโนโลยี AI มาจากการใช้งานจริงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน โดย AI กำลังแพร่หลายไปทุกที่ ทำทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาเดียวกัน และ Nvidia ยังเชื่อว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยรวมจนถึงปี 2030 จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ที่ราว $3-4 trillion โดย Nvidia คาดหวังว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่สำคัญในส่วนนี้
จากผู้ผลิตชิปสู่ผู้นำโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก
Nvidia กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตชิปกราฟิกไปสู่การสร้าง Ecosystem ด้าน AI ที่ครบวงจร ผ่านความร่วมมือเชิงลึกกับพันธมิตรเทคโนโลยีทั่วโลก บริษัทได้ลงทุนใน OpenAI และ Anthropic เพื่อปรับจูนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายความร่วมมือไปยังศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของทั้งสององค์กร เพื่อรองรับการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ที่เป็นหัวใจของโมเดลขั้นสูงในอนาคต
นอกจากซอฟต์แวร์และศูนย์ข้อมูลแล้ว Nvidia ยังเดินหน้าสู่ Physical AI โดยร่วมมือกับ Foxconn และ Toyota ในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิต ขณะเดียวกันก็สร้างระบบ AI-RAN สำหรับเครือข่าย 6G ร่วมกับ T-Mobile และ Nokia เพื่อรองรับการสื่อสารยุคใหม่ที่ต้องการความเร็วและความฉลาดมากขึ้น
ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ
โดยในไตรมาสนี้ Nvidia ยังคงไม่ได้มีการรายงานตัวเลขรายได้จากประเทศจีนเนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกไปยังจีน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะไม่พิจารณาอนุญาตให้มีการขายชิป Blackwell เวอร์ชันใดก็ตามในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาด AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพยอดขายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แต่ในทางกลับกัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ทำการอนุมัติการขายชิป AI ขั้นสูงจำนวนมากถึง 70,000 ชิ้นให้กับสองบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (G42) และซาอุดีอาระเบีย (Humain) โดยข้อตกลงนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญสำหรับประเทศในตะวันออกกลางที่ต้องการไล่ตามการแข่งขัน AI และถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตพอที่จะชดเชยรายได้ของ Nvidia ที่หายไปจากจีนได้บ้าง
โดยถึงแม้ในครั้งนี้สามารถกล่าวได้ว่าตลาดไม่ได้ผิดหวังกับผลการดำเนินงานของ Nvidia อย่างไรก็ดีหลังจากนี้ต้องไม่ลืมว่า Nvidia จะยังคงเป็นตัวแบกความหวังของนักลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI ต่อไป ซึ่งถ้าหากในไตรมาสถัดๆไป ผลการดำเนินงานของ Nvidia ออกมาต่ำกว่าคาดแค่เพียงเล็กน้อยตลาดก็พร้อมจะกลับมากังวลฟองสบู่กลุ่ม AI อีกครั้ง แต่อย่างน้อยงบของ Nvidia ในไตรมาสล่าสุดที่เติบโตแข็งแกร่งก็ทำให้สามารถกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่าถึงแม้จะมีฟองสบู่ในธุรกิจ AI จริง มันก็คงจะยังไม่แตกออกในช่วงที่เหลือของปี 2025 นี้
ที่มา: CNBC, The wall Street Journal