/
/
/
/
4 เหตุผลที่ควรลงทุนในหุ้นไทยปันผลสูง

4 เหตุผลที่ควรลงทุนในหุ้นไทยปันผลสูง

     ตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีแต่ปัจจัยลบเข้ามารุมเร้า และผลตอบแทนที่ได้จากทั้งการลงทุนในระยะสั้นและระยะยาว ถือว่าออกมาน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในอีกหลายประเทศ อย่างไรก็ดีในปี 2024 นี้ ยังพอจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กับหุ้นไทยอยู่บ้าง เนื่องจากน่าจะมีหลายปัจจัยสนับสนุนและยังมีหุ้นอยู่หนึ่งกลุ่มที่ถือว่าสร้างผลตอบแทนได้ดีในอดีตมากกว่าตลาดโดยรวม รวมถึงยังน่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะข้างหน้าต่อจากนี้ ซึ่งนั่นก็คือกลุ่มหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงที่อยู่ในดัชนี SETHD Index นั่นเอง โดยในวันนี้เราจะมาสำรวจ 4 เหตุผลที่นักลงทุนควรหันมาพิจารณาลงทุนในหุ้นไทยปันผลสูงกัน

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีโอกาสดีขึ้น

     เริ่มกันที่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยซึ่งในปี 2023 โดนหลายปัญหากดดัน ทั้งจากการตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าส่งผลให้ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตัวเลขการส่งออกที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยไม่ได้สูงเท่าจำนวนที่คาด อย่างไรก็ดีในปี 2024 นี้ปัญหาต่าง ๆ น่าจะเริ่มคลี่คลายลงและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้ง การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่จะกลับมาเป็นปกติ การส่งออกที่น่าจะเริ่มฟื้นขึ้นหลังเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ากับไทยหลายประเทศไม่ได้แย่อย่างที่คาดไว้ ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวก็น่าจะเริ่มดีขึ้นจากหลายมาตรการกระตุ้นที่รัฐบาลออกมาโดยเฉพาะการฟรีวีซ่าถาวรให้กับนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ตัวเลขการบริโภคในประเทศก็น่าจะเริ่มดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันพยายามผลักดันออกมา

     โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดการณ์ว่าปีนี้ GDP ของไทยจะเติบโตได้ 3.5% ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยก็จะถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นไทย และยังจะสามารถช่วยดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอีกด้วย

อัตราดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

     ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยทั้งในสหรัฐฯ และไทยมีโอกาสที่จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ระดับ 5.25%-5.50% ถือเป็นระดับที่น่าจะเพียงพอจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งช่วงหลังเริ่มชะลอตัวลง และคณะกรรการ Fed ก็ระบุอย่างชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากนี้ Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเมื่อไหร่ และลดลงมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

     ด้านอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ระดับ 2.5% ก็น่าจะเป็นระดับที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่ได้เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ และการที่สหรัฐฯ อาจจะไม่ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกแล้ว ไทยเราเองก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพื่อลดแรงกดดันจากค่าเงินและการไหลออกของเม็ดเงินอีกต่อไป

     โดยอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะมีทิศทางปรับลดลง จะส่งผลดีกับหุ้นในกลุ่มปันผลสูงซึ่งจะมีผลตอบแทนเชิงเปรียบเทียบระหว่างเงินปันผลกับดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง

หุ้นที่ปันผลสูงแสดงออกถึงบริษัทที่มีคุณภาพและผลการดำเนินงานดี

     ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนของไทยทั้งที่เกิดกับหุ้นสามัญและหุ้นกู้ แสดงให้เห็นว่าต่อจากนี้นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีคุณภาพและผลการดำเนินงานที่ดี โดยบริษัทที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงแสดงออกให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่ดี และยังถือเป็นข้อได้เปรียบที่นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะแต่เพียงผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาแต่เพียงอย่างเดียว

     โดย ณ ปัจจุบันอัตราการจ่ายเงินปันผลในช่วงระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้าของบริษัทที่อยู่ในดัชนี SETHD Index คาดว่าจะอยู่ที่ราว 4.6% มากกว่าอัตราการจ่ายเงินปันผลของดัชนี SET Index โดยรวมซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 3.1% นอกจากนี้หากดูไปที่ความถูกความแพงของหุ้นก็พบว่า FWD P/E ของดัชนี SETHD Index อยู่ที่ราว 15 เท่า ในขณะที่ FWD P/E ของดัชนี SETHD Index อยู่ที่ราว 16 เท่า (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 11 มกราคม 2024) แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในหุ้นปันผลสูงนอกจากจะได้อัตราเงินปันผลที่สูงกว่าแล้ว เมื่อเทียบความถูก-แพง ก็ยังถือว่าถูกกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวมอีกด้วย

หุ้นปันผลสูงมักจะปรับเพิ่มขึ้นได้ดีในช่วงต้นปี

     ในข้อสุดท้าย หากมองแค่ภาพระยะสั้น ในช่วงต้นปีมักจะเป็นช่วงที่หุ้นกลุ่มปันผลสูงสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยหากดูจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2014-2023 พบว่าดัชนี SETHD Index สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีถึง 8 ปี จาก 10 ปี โดยมีเพียงแค่ปี 2020 และ 2023 เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ซึ่งสถิติที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนมักจะเข้าลงทุนในช่วงต้นปีก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะทำการจ่ายเงินปันผลในช่วง เมษายน – พฤษภาคมนั่นเอง

     ดังนั้นหากจะถามว่าช่วงระยะเวลาใดที่ถือว่าเหมาะสมกับการลงทุนในหุ้นปันผลสูงมากที่สุด คำตอบก็คือช่วงเวลาต้นปีแบบนี้นั่นเอง

     โดยการลงทุนในหุ้นปันผลสูงและคาดหวังผลตอบแทนที่ดี สามารถทำได้ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นปันสูงและนำเงินปันผลไปลงทุนต่อ โดยไม่ได้มีนโยบายจ่ายเงินปันผลออกมาให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนแบบทบต้นเงินปันผล ส่งผลให้เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับพอร์ตการลงทุนมากขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TISCO Contact Center 0 2633 6000 กด 4 , 0 2080 6000 กด 4
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น มิให้นำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือโดยทางอื่นใด ทิสโก้ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ผู้เดียว

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก