/
/
/
/
4 ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

4 ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงแม้จะปรับลดลงแรงในช่วงเดือนเมษายนจากความกังวลที่ ปธน.Trump ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้าทั่วโลก แต่หลังจากนั้นสงครามการค้าดูเหมือนจะสงบลง ตลาดหุ้นสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 โดยทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ฟื้นกลับ หนุนมาจากความคาดหวังต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่าง รวมถึงแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า 

อย่างไรก็ดี แม้ดัชนีจะปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังมีแรงกดดันจากหลายด้านที่อาจจำกัดการเติบโตของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีซึ่งนักลงทุนยังต้องจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยในบทความนี้ เราจะสรุป 4 ปัจจัยเสี่ยงหลักซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า, ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, และผลกระทบต่อร่างกฎหมายงบประมาณภาษีฉบับใหม่ของ Trump

1. วันสิ้นสุดการเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนดไว้

ประเด็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดเส้นตายการเจรจากับหลายประเทศในวันที่ 9 กรกฎาคม 2025 หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทัน ผู้ส่งออกอาจเผชิญกับการขึ้นภาษีจากระดับปัจจุบันอย่างน้อยที่ 10% ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในหลายประเทศ

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงบางประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร , จีน และ เวียดนามเรียบร้อยแล้ว และมีความคืบหน้าในการเจรจากับอีกหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจากับประเทศอื่น ๆ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึง แคนาดายังมีอุปสรรค โดยเฉพาะกรณีแคนาดาที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยุติการเจรจาอย่างกะทันหันในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจากการที่แคนาดาเก็บภาษีดิจิทัลกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยถึงแม้แคนาดาประกาศยกเลิกภาษีดังกล่าวแต่ก็ยังไม่มีการแสดงออกของ ปธน.Trump ที่ต้องการแสดงออกมาว่าจะกลับมาเจรจาแต่อย่างใด แม้ทิศทางความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าโดยรวมจะมีพัฒนาการเชิงบวก แต่ความไม่แน่นอนของข้อตกลงก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดเดาได้

แม้ตลาดจะเริ่มคาดการณ์ว่ากรอบเวลาอาจขยายออกไป หากสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ยังสามารถสร้างแรงเหวี่ยงต่อภาวะตลาดในระยะสั้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายสถาบันมองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจจะไม่ผันผวนมากเท่ากับตอนช่วงต้นเดือนเมษายนที่ Trump ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลกอย่างเป็นทางการ (Liberation Day) แต่นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังต่อความเคลื่อนไหวในช่วงก่อนและหลังวันที่ครบกำหนดเส้นตายของการเจรจาทางการค้าของสหรัฐฯ

2. แรงหนุนของกำไรอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา 

ความคาดหวังต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของตลาดในช่วงครึ่งปีแรก โดย Bloomberg Intelligence คาดว่ากำไรของบริษัทใน S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ย 7.1% ในปี 2025 และมีแนวโน้มเร่งตัวในปี 2026 อย่างไรก็ดี ความคาดหวังเหล่านี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์จากผลประกอบการจริงในไตรมาสถัดไป

ทั้งนี้ หลายบริษัททั่วโลกปรับลดเป้าหมายรายปีลงในช่วงการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุด โดยให้เหตุผลหลักเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแรง ข้อมูลจากการสำรวจของ Business Roundtable เดือนมิถุนายนยังพบว่า ผู้บริหารมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การจ้างงานและการลงทุน

แม้จะมีความหวังจากแพ็คเกจลดภาษีของรัฐบาล Trump มูลค่า $4.2 trillion ซึ่งผ่านการพิจารณาทั้ง 2 สภาแล้ว และอาจช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจบางกลุ่ม แต่ยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันที่มากขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้เต็มที่ โดยบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ จะเริ่มประกาศผลการดำเนินงานออกมาในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ เป็นต้นไป

3. ความเสี่ยงที่ยังอยู่จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาด แม้ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลจะคลี่คลายลงในระยะสั้น และช่วยลดแรงกดดันราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังช่วยคลายกังวลให้กับตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ แต่ทิศทางของโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านยังคงไม่แน่นอน แม้ว่าจะมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ อาจทำให้โครงการหยุดชะงักไปบ้าง แต่ก็มีแนวโน้มว่าอิหร่านจะสามารถฟื้นฟูโครงการได้ในระยะสั้น ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านฝั่งเอเชีย ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังต้องจับตาเป็นพิเศษ แม้จะมีข้อตกลงร่วมกันที่เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแร่หายากและผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ชิป AI แต่ยังมีประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจสร้างความตึงเครียดได้ในระยะข้างหน้าโดยเฉพาะในกรณีไต้หวัน ดังนั้นถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะดูดีขึ้นในช่วงทีผ่านมา แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่อาจกลับมาสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นได้เช่นเดียวกัน

4. ร่างงบประมาณภาษีของ Trump จะส่งผลบวกหรือลบต่อตลาด ?

ในเดือนพฤษภาคม 2025 สหรัฐฯ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงโดย Moody’s จากความกังวลเรื่องวินัยทางการคลัง และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแผนใช้งบประมาณขนาดใหญ่ทั้งฝั่งรายจ่ายและการลดภาษี หากไม่สามารถควบคุมสมดุลทางการคลังได้ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

โดยก่อนหน้านี้ร่างกฎหมายงบประมาณของ Trump ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ตลาดรอคอย แต่เมื่อมีประเด็นการลดอันดับความน่าเชื่อถือเกิดขึ้น ดูเหมือนความกังวลต่อร่างกฎหมายงบปะมาณฉบับนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับ Trump โจมตีว่าสหรัฐฯ อาจจะขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นถึงกว่า $3 ล้านล้านใรช่วงระยะอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยความกังวลการขาดดุลของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงให้เราเห็นหลายครั้งว่าในระยะยาวยังคงเป็นตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอและยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าภาพตลาดโดยรวม ดังนั้นหากเป็นนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวควรมองข้ามความผันผวนระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น ส่วนนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ต่ำ อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพิ่มเติม

ที่มา: Bloomberg

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TISCO Contact Center 0 2633 6000 กด 4 , 0 2080 6000 กด 4
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น มิให้นำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือโดยทางอื่นใด ทิสโก้ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ผู้เดียว

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก