
หลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องมานาน เงินเยนกลับมาเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ตลาดจับตามองมากที่สุดอีกครั้ง หลังเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบ 2% ภายในวันเดียว จากบริเวณใกล้ 160 เยนต่อดอลลาร์กลับมาอยู่แถว 155–156 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งการเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์อาจดูไม่มาก แต่สำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการใช้ Leverage สูง ถือว่ารุนแรงพอที่จะบังคับให้นักลงทุนจำนวนมากต้องปรับสถานะพร้อมกัน เบื้องหลังการแข็งค่าครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงปัจจัยเดียว แต่เกิดจากแรงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ จะเร่งขึ้นดอกเบี้ย ความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นอาจกลับเข้าแทรกแซงค่าเงิน กระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับพอร์ตการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF) และการเร่งปิดสถานะ Yen Carry Trade
BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดเคยคิด
ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายการเงินของญี่ปุ่น ถ้อยแถลงล่าสุดจาก Kazuo Ueda ผู้ว่าการ BOJ และ Hajime Takata หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน สะท้อนว่า BOJ อาจพร้อมเดินหน้าปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น Takata ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว และในทางหลักการ BOJ สามารถขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมติดต่อกันได้ หากสถานการณ์จำเป็น ตลาดจึงแทบสะท้อนความเป็นไปได้เต็มที่แล้วว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 18 กันยายน และยังให้น้ำหนักสูงต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี
โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงระดับดอกเบี้ย แต่คือ “ความเร็ว” ของการขึ้นดอกเบี้ย หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยถี่ขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นก็จะสูงขึ้น ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ แคบลง ทำให้แรงจูงใจในการขายเงินเยนเพื่อนำเงินไปลงทุนต่างประเทศลดลง ขณะเดียวกัน Christopher Waller ผู้ว่าการ Fed ยังแสดงความคิดเห็นในเชิงผ่อนคลายมากขึ้นต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ยิ่งช่วยหนุนเงินเยนอีกทางหนึ่ง
ความเสี่ยงจากการแทรกแซง และ GPIF เพิ่มแรงกดดันต่อคน Short Yen
อีกปัจจัยที่ตลาดไม่สามารถมองข้ามได้ คือความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นอาจกลับเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินในช่วงที่ผ่านมา ญี่ปุ่นใช้เงินรวมประมาณ 9.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพยุงเงินเยนหลังค่าเงินอ่อนตัวอย่างรุนแรง โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องการแทรกแซงคือกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ขณะที่ BOJ ทำหน้าที่ดำเนินธุรกรรมในตลาด
แม้การแทรกแซงที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างถาวร แต่สร้างผลทางจิตวิทยาต่อตลาดอย่างมาก เพราะทำให้นักลงทุนไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่า การ Short Yen จะเป็นกลยุทธ์ทางเดียวที่ปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณใกล้ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งกลายเป็นระดับที่ตลาดอ่อนไหวเป็นพิเศษ หากเงินเยนอ่อนค่าเร็วเกินไป นักลงทุนจะเริ่มกังวลทันทีว่าทางการอาจกลับเข้าตลาดอีกครั้ง
ล่าสุด Atsushi Mimura เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของญี่ปุ่นยังยกระดับถ้อยคำเตือน โดยระบุว่าทางการจะเดินหน้าจัดการกับความผันผวนของค่าเงินต่อไป ทำให้ผู้ที่มีสถานะชอร์ตค่าเงินเยนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
นอกจากการแทรกแซงโดยตรงแล้ว ตลาดยังจับตากองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ GPIF หลังมีกระแสคาดการณ์ว่า GPIF อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะที่ผ่านมา Yield ของญี่ปุ่นที่ต่ำมาก ทำให้นักลงทุนสถาบันญี่ปุ่นมีแรงจูงใจนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยและ Bond Yield ญี่ปุ่นสูงขึ้น สินทรัพย์ในประเทศก็เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น
หาก GPIF เพิ่มน้ำหนักพันธบัตรญี่ปุ่นจริง อาจทำให้เงินบางส่วนถูกโยกกลับจากสินทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งจะลดความต้องการขายเงินเยนเพื่อซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศ และอาจเพิ่มแรงซื้อเยนกลับเข้ามา GPIF ไม่ได้เป็นเครื่องมือแทรกแซงค่าเงินโดยตรง แต่สำหรับตลาด ประเด็นนี้เพิ่มความรู้สึกว่า “กระแสเงินของญี่ปุ่นอาจกำลังเปลี่ยนทิศ” จากเดิมที่เงินไหลออกไปหาผลตอบแทนต่างประเทศ ไปสู่การมีแรงจูงใจถือสินทรัพย์ภายในประเทศมากขึ้น
เงินเยนแข็ง กดดัน Yen Carry Trade
ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อ Yen Carry Trade กลยุทธ์นี้อาศัยการกู้เงินเยนที่มีต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น พันธบัตรสหรัฐฯ หุ้น หรือสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่
ตราบใดที่เงินเยนไม่แข็ง นักลงทุนจะได้กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หากเงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลขาดทุนจากค่าเงินสามารถลบกำไรจาก Carry Trade ทั้งหมดได้ทันทีเมื่อนักลงทุนต้องการปิดสถานะ พวกเขาจะขายสินทรัพย์ต่างประเทศและซื้อเงินเยนกลับมาชำระหนี้

ข้อมูลในตลาดเริ่มสะท้อนกระบวนการดังกล่าวแล้ว โดยกองทุนที่ใช้ Leverage ยังคงถือมีสถานะ ชอร์ตค่าเงินเยนจำนวนมาก ขณะที่ปริมาณการซื้อสัญญา Call Options ค่าเงินเยนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แสดงว่านักลงทุนกำลังเร่งป้องกันความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินเยน
ผลกระทบยังลามไปถึงสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยสูงและเป็นเป้าหมายยอดนิยมของ Carry Trade เช่น ค่าเงินเรียลบราซิล ค่าเงินแรนด์แอฟริกาใต้ และ ค่าเงินเปโซเม็กซิโกซึ่งต่างอ่อนค่าลงมากกว่า 1% เมื่อเทียบกับเงินเยนในช่วงที่มีการเร่งปิดสถานะ
เหตุการณ์จะซ้ำรอยปี 2024 หรือไม่?
คำถามสำคัญคือ การแข็งค่าของเงินเยนครั้งนี้จะนำไปสู่การปิด Carry Trade ครั้งใหญ่และสร้างแรงขายในตลาดหุ้นโลกเหมือนเดือนสิงหาคม 2024 หรือไม่ ซึ่งที่จริงแล้วความเสี่ยงยังมี แต่รอบนี้ตลาดมีเวลาเตรียมตัวมากกว่านักลงทุนรับรู้มาระยะหนึ่งแล้วว่า BOJ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย และตลาดได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเข้าไปในราคาค่อนข้างมากขณะที่นักลงทุนจำนวนหนึ่งเริ่มลดสถานะการชอร์ตค่าเงินเยน และ Carry Trade ไปแล้ว จึงทำให้โอกาสเกิด Shock จากการขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวต่ำกว่าปี 2024
อย่างไรก็ตาม หาก BOJ ส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด เช่น เปิดทางให้ขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันหลายครั้ง เงินเยนอาจแข็งขึ้นอีกและเร่งให้ Carry Trade ที่เหลือถูกปิดในทางกลับกัน หาก BOJ ผ่อนคลายกว่าคาด เงินเยนอาจกลับมาอ่อนค่า และทำให้ความกังวลเรื่องการแทรกแซงเพิ่มสูงขึ้นแทน
ยุคของ “Easy Carry Trade” อาจกำลังจบลง
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเงินเยนเข้าสู่ขาขึ้นระยะยาวแล้ว เพราะตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ไปมากพอสมควร และหากจะให้เงินเยนแข็งค่าต่ออย่างยั่งยืน BOJ อาจต้องส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ สมการของการลงทุน ในอดีต นักลงทุนสามารถกู้เงินเยนต้นทุนต่ำแล้วนำไปลงทุนทั่วโลก โดยมีทั้งดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่ต่ำและแนวโน้มเงินเยนอ่อนเป็นแรงสนับสนุน
วันนี้ BOJ กำลังขึ้นดอกเบี้ย ทางการพร้อมแทรกแซงหากค่าเงินเคลื่อนไหวรุนแรง GPIF อาจเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ญี่ปุ่น และนักลงทุนจำนวนมากเริ่มลดสถานะ Carry Trade ดังนั้น สิ่งที่อาจกำลังสิ้นสุดลงไม่จำเป็นต้องเป็น “ยุคเงินเยนอ่อน” แต่คือยุคที่นักลงทุนสามารถเดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนต่อไปได้ง่ายๆ โดยแทบไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงอีกด้านและนั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของตลาดเงินญี่ปุ่นในรอบนี้
ที่มา : Bloomberg
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TISCO Contact Center 0 2633 6000 กด 4 , 0 2080 6000 กด 4
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน
รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น มิให้นำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือโดยทางอื่นใด ทิสโก้ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ผู้เดียว