/
/
/
/
จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นอินเดียหลังเกมภาษีการค้าคลี่คลาย

จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นอินเดียหลังเกมภาษีการค้าคลี่คลาย

ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นอินเดียกลายเป็นจุดโฟกัสของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากบรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญกับสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย ทันทีที่ความเสี่ยงเชิงนโยบายเรื่องกำแพงภาษีคลี่คลายลง

โดยจุดที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาเชื่อมั่นคือ การแถลงรายละเอียดข้อตกลงที่ระบุถึงการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียลงเหลือเพียง 18% จาก 25% ซึ่งสวนทางกับความกังวลของตลาดก่อนหน้านี้ที่คาดว่าอาจพุ่งสูงถึง 50% นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ ยกเลิกภาษีลงโทษเพิ่มเติมอีก 25% ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียออกทั้งหมด

การผ่อนคลายภาษีแบบสองชั้น ทั้งในแง่ของภาษีฐานและภาษีเชิงนโยบาย ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกอินเดีย แต่ยังเป็นการยกระดับสถานะอินเดียสู่พันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งช่วยทำลายกำแพงความกลัวเรื่องความผันผวนทางการค้าที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเคยคงสถานะการลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์มาอย่างยาวนาน

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงจุดเปลี่ยนของตลาดหุ้นอินเดีย หลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายกำแพงภาษี แต่ยังเป็นการพลิกโฉมความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่

หากวิเคราะห์ในมุมมองของนักลงทุน ความสำคัญของภาษีไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำลายความไม่แน่นอนที่มักจะแฝงมากับการประเมินราคาหุ้น เนื่องจากอัตราภาษีที่ผันผวนตามบริบทการเมืองนั้นทำหน้าที่เหมือนต้นทุนแฝงที่บั่นทอนความสามารถในการคาดการณ์กำไร ส่งผลให้นักลงทุนต้องมองว่าหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าความเป็นจริง จนถูกซื้อขายในระดับราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด แม้เศรษฐกิจภายในของอินเดียจะเติบโตแข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่หากกติกาการค้ากับตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ยังไม่มีความชัดเจน ความลังเลของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย โดยการยืนยันเพดานภาษีที่ 18% ในครั้งนี้จึงเปรียบเหมือนการดึงอินเดียกลับเข้าสู่สนามแข่งขันในระดับเดียวกับประเทศผู้นำในภูมิภาค และช่วยให้อินเดียสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านต้นทุนไว้ได้

เมื่อพิจารณาในเชิงลึกผ่านการเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและเวียดนาม จะเห็นทิศทางการไหลของเม็ดเงินที่ชัดเจนขึ้น ในสภาวะปัจจุบันที่สหรัฐฯ ยังคงมีมาตรการกำแพงภาษีต่อสินค้าจากจีนในระดับสูงและมีความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากภาครัฐ ขณะที่เวียดนามแม้จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เติบโตแรง แต่การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมหาศาลเริ่มนำไปสู่ความกังวลเรื่องมาตรการตอบโต้ในอนาคต แต่อินเดียกลับเลือกที่จะใช้การแลกเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางการค้า ดีลนี้ทำให้นักลงทุนมองว่าอินเดียก้าวข้ามจากการเป็นเพียงฐานการผลิตสำรอง ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสูง

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่อินเดียที่จะได้สิทธิประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยอินเดียตกลงที่จะเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น พลังงานสะอาด, ก๊าซธรรมชาติเหลว, และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ คิดเป็นมูลค่าการค้าสะสมรวมกว่า $500 billion ในระยะยาว โดยอินเดียยังสามารถรักษากลไกปกป้องสินค้าเกษตรบางประเภทที่เป็นประเด็นอ่อนไหวภายในประเทศไว้ได้ การออกแบบข้อตกลงที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการต่อต้านและทำให้นักลงทุนสถาบันประเมินว่านี่เป็นดีลที่มีความชัดเจนและมีโอกาสเกิดขึ้นจริงสูง

โดยสิ่งที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในแผนงานระยะยาวของอินเดียมากขึ้น คือการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่อินเดียเพิ่งปิดดีลการค้าเสรีครั้งใหญ่กับสหภาพยุโรปได้สำเร็จ การเดินหมากทางการค้าที่ต่อเนื่องและรวดเร็วเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอินเดียกำลังวางตัวเป็นศูนย์กลางการค้าโลกแห่งใหม่ ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลต่อการตัดสินใจของบริษัทข้ามชาติที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนระยะยาวในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า

แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศรายละเอียดทั้งหมดอย่างเป็นทางการ แต่ปฏิกิริยาของตลาดทุนในช่วงต้นสัปดาห์กลับเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ตลาดหุ้นอินเดียขานรับด้วยแรงซื้อที่หนาแน่นจนดัชนีสำคัญอย่าง INDA และ Sensex ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นภายในวันเดียวหลังจากมีการแถลงกรอบความร่วมมือเบื้องต้น ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนว่ามีเม็ดเงินลงทุนจริงไหลเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันค่าเงินรูปีเริ่มมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นจากการที่นักลงทุนนำเงินกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ของอินเดีย ภาพการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์หลักพร้อมกันเช่นนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่านี่คือการยกระดับมาตรฐานราคาหุ้นอินเดียใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรชั่วคราวจากข่าวเพียงสั้นๆ เท่านั้น  

ทั้งนี้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นอินเดียมีแรงซื้อสุทธิอย่างหนาแน่นในกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ การไหลเข้าของเม็ดเงินในกลุ่มนี้มีนัยสำคัญมาก เนื่องจากกลุ่มการเงินเป็นเครื่องสะท้อนสุขภาพเศรษฐกิจของอินเดียทั้งหมด เมื่อความเสี่ยงระดับประเทศลดลง ต้นทุนทางการเงินของธนาคารย่อมลดลงตาม และส่งผลบวกต่อกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย รวมถึงโอกาสในการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่จะตามมาจากบริษัทต่างชาติที่เตรียมขยายฐานการผลิตในอินเดียตามนโยบายสนับสนุนของภาครัฐที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจในภาพรวมให้เติบโตได้ไกลกว่าอดีต

แม้ในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินเดียอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าตลาดที่เน้นการผลิตชิปหรือเทคโนโลยี AI ขั้นสูง แต่ในสัปดาห์นี้อินเดียพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่จับต้องได้จริง การที่ความเสี่ยงเชิงนโยบายถูกจำกัดกรอบไว้อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนที่เคยหลีกเลี่ยงอินเดียต้องกลับมาทบทวนพอร์ตการลงทุนใหม่ เพราะการพลาดโอกาสในตลาดที่กำลังได้รับการยอมรับทางการค้าในระดับโลกเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อผลตอบแทนในระยะยาวเมื่อเทียบกับการถือครองหุ้นในตลาดที่เริ่มมีความเสี่ยงด้านราคาที่ตึงตัวเกินไป

ดีลการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องกลับมามองอินเดียเป็นเป้าหมายหลักอีกครั้ง ด้วยเจตจำนงที่ชัดเจนของผู้นำและการระบุตัวเลขเป้าหมายรวมถึงอัตราภาษีที่แน่นอน ทำให้ดีลนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีชั่วคราว แต่เป็นการสร้างแต้มต่อทางการค้าที่มั่นคง บนพื้นฐานของการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจริง ซึ่งต่างจากการเก็งกำไรตามกระแสในอดีต

การเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นโอกาสในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจอินเดียเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและนโยบายที่นิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงส่งสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในวงกว้าง โดยเงื่อนไขเหล่านี้เปรียบเสมือนการวางรากฐานใหม่ที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อินเดียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง

ที่มา : Bloomberg, CNBC, Reuters

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TISCO Contact Center 0 2633 6000 กด 4 , 0 2080 6000 กด 4
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น มิให้นำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือโดยทางอื่นใด ทิสโก้ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ผู้เดียว

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก