
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันโลกคุ้นเคยกับการรับมือกับภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์มาโดยตลอด เมื่อใดก็ตามที่มีความขัดแย้งหรือสงครามเกิดขึ้น ราคาน้ำมันมักจะตื่นตระหนกเพียงชั่วคราว ก่อนที่ตลาดจะสามารถปรับตัวและกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดขึ้นจากในอดีต ระบบมีสิ่งที่เรียกว่า “เบาะกันกระแทก” (Cushion) ซึ่งหมายถึงกำลังการผลิตสำรองต่างๆ ที่มีมากพอจะช่วยชดเชยและดูดซับแรงกระแทก หากมีปริมาณน้ำมันขาดหายไปจากตลาดแบบกะทันหัน
แต่สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดรอบล่าสุด บริบทของตลาดได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันระบบกำลังขาดแคลนเบาะรองรับที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับการหยุดชะงักของการผลิตหรือการขนส่งขนาดใหญ่ คำถามสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาในตอนนี้คือ วิกฤตครั้งนี้จะสามารถคลี่คลายได้เร็วเหมือนที่ผ่านมา หรือมันจะสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง?
2 เหตุการณ์ที่อาจกระทบราคาน้ำมัน
หลังจากความขัดแย้งกับ อิหร่าน เริ่มขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็ปรับตัวขึ้น 8% มาอยู่ที่ราวๆ $78 ต่อบาร์เรล สำหรับทิศทางต่อไป มี 2 เหตุการณ์หลักที่อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและกระทบยาวนานกว่าเดิม
- การชะงักของการเดินเรือ: เกิดปัญหาในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่มีน้ำมันผ่านถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของการผลิตทั่วโลก
- ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน: เกิดความเสียหายต่อแหล่งผลิตหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหากไปกระทบต่อกำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) ของ ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด (The Worst-Case Scenario)
กรณีที่รุนแรงที่สุดคือ การที่ อิหร่าน โจมตีโรงกลั่นหรือคลังน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้านจนเสียหายหนัก โดยเฉพาะเป้าหมายอย่างท่าเรือส่งออกน้ำมัน ซึ่งซ่อมแซมได้ยากและอยู่ในระยะที่อาวุธของ อิหร่าน โจมตีถึง
Clayton Seigle ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Strategic and International Studies ประเมินว่า หากเกิดความเสียหายระดับนี้ อาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า $130 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดสูงสุดช่วงที่ รัสเซีย บุก ยูเครน
โดยที่ผ่านมา ตลาดมักจะก้าวข้ามความกังวลเหล่านี้ไปได้เร็ว เพราะสถานการณ์ที่แย่ที่สุดยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ช่องแคบฮอร์มุซไม่เคยถูกปิดกั้นจริงๆ มาตั้งแต่ช่วงยุค 1980 และการโจมตีแหล่งน้ำมันในภูมิภาค (เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของ ซาอุดีอาระเบีย 2 ครั้งในปี 2019) ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก
ทำไมครั้งนี้ถึงน่ากังวลกว่าเดิม?
ครั้งนี้สถานการณ์อยู่ในระดับที่น่ากังวลกว่าเดิม เพราะ สหรัฐอเมริกา ไม่ได้แค่ใช้มาตรการรุนแรงกับ อิหร่าน แต่กำลังกดดันให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ (Regime Change)
Clayton Seigle ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Strategic and International Studies มองว่า เมื่อถูกกดดันหนัก “อิหร่านก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเก็บซ่อนอาวุธที่ทรงพลังที่สุดไว้ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการก่อกวนตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วย” สิ่งนี้เห็นได้จากการที่ อิหร่าน โจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำแถวช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และยังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของ ซาอุดีอาระเบีย ในช่วงข้ามคืน ถึงแม้ อิหร่าน อาจจะไม่สามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถรบกวนการขนส่งน้ำมันได้ ผ่านการโจมตี ก่อกวน หรือวางทุ่นระเบิด
เมื่อตลาดไม่มี “เบาะรองรับ” เพียงพอ
หากช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา โลกจะไม่สามารถใช้ท่อส่งน้ำมันอื่นแทนได้มากนัก เพราะ IEA ประเมินว่ามีท่อส่งน้ำมันสำรองในพื้นที่ที่พร้อมใช้งานเพียง 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น และถ้าน้ำมันขาดหายไปจากระบบ ตอนนี้ตลาดก็แทบไม่เหลือกำลังการผลิตสำรองมารองรับความเสี่ยงแล้ว
โดยกลุ่ม OPEC และพันธมิตรได้เพิ่มกำลังการผลิตมาเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้เหลือกำลังการผลิตสำรองน้อยกว่าช่วงก่อนที่ รัสเซีย จะบุก ยูเครน ในปี 2022 แม้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะตกลงเพิ่มการผลิตอีก 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มในเดือนเมษายน แต่รายงานจาก RBC Capital Markets มองว่าการผลิตจริงน่าจะทำได้น้อยกว่านั้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านความสามารถในการผลิต และถึงแม้จะมีกำลังสำรอง ก็ไม่มีประโยชน์หาก ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่สามารถส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
จีนจะเป็นตัวช่วยได้หรือไม่?
ที่ผ่านมา จีน ซื้อน้ำมันราคาถูกที่โดนคว่ำบาตรเก็บไว้จำนวนมาก Morgan Stanley ประเมินว่าถ้าราคาน้ำมันแพงขึ้น จีน อาจจะชะลอการซื้อลง ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดของตลาดได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าสถานการณ์บานปลาย รัฐบาล จีน ก็อาจจะยิ่งกักตุนน้ำมันมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังอาจมีการนำน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลมาใช้ ซึ่ง Goldman Sachs ประเมินว่ามีอยู่ราว 375 ล้านบาร์เรล แต่อยู่ที่ว่า จีน และประเทศอื่นๆ จะกล้าล้ำเส้นประธานาธิบดี Trump เพื่อเอาน้ำมันส่วนนี้มาใช้หรือไม่
การผลิต Shale Oil ต้องใช้เวลา
แม้ สหรัฐอเมริกา จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่น้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ไม่ถูกนับเป็นกำลังการผลิตสำรอง (นิยามของ EIA คือต้องนำเข้าสู่ระบบได้ใน 30 วัน และรักษาการผลิตไว้ได้อย่างน้อย 90 วัน) รายงานจาก Goldman Sachs ระบุว่า ปกติแล้ว สหรัฐอเมริกา ต้องใช้เวลาหลายไตรมาสกว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างชัดเจน
คลังน้ำมันสำรอง (SPR) มีขีดจำกัด
การดึงน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์มาใช้ก็ทำได้จำกัด เพราะท่อส่งน้ำมันมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณการสูบ ClearView Energy Partners ประเมินว่า สหรัฐอเมริกา น่าจะดึงน้ำมันออกมาได้วันละ 1.4 ถึง 2.1 ล้านบาร์เรล ส่วนสมาชิก IEA อื่นๆ อาจดึงออกมาได้ 5.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณ 20 ล้านบาร์เรลที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสถานการณ์ปกติ นอกจากนี้ คลังสำรองทั้งหมดของ สหรัฐอเมริกา ยังเทียบเท่ากับการบริโภคในประเทศแค่ประมาณ 20 วันเท่านั้น
อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดหากเรามองโลกในแง่ดี ประเด็นเรื่องน้ำมันอาจเป็นสิ่งที่ช่วยป้องปรามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายทำสงครามรุนแรงขึ้น ประธานาธิบดี Trump คงต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ราคาน้ำมันแพงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ส่วน อิหร่าน ก็คงไม่อยากสูญเสียรายได้หลักจากน้ำมันไป แต่เราก็ควรจะต้องจับตาตลาดน้ำมันเป็นพิเศษเพราะการยกระดับความรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายอาจยอมรับความเสี่ยงและพร้อมตัดสินใจทำอะไรที่เหนือกว่าที่ตลาดน้ำมันคาดการณ์เอาไว้
ที่มา : Wall Street Journal