
ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มกลับมามีประเด็นกับกระแส AI Bubble อีกครั้ง หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เริ่มเผชิญกับแรงขายพร้อมกันในหลายภูมิภาค โดยด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ปรับฐานแรงที่สุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่หุ้น Mega Cap อย่าง Nvidia, Meta, Palantir และ Amazon ปรับตัวลดลงพร้อมกัน 5–10% ภายในไม่กี่วัน
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสถาบัน อาทิ Goldman Sachs, Morgan Stanley และ Deutsche Bank เริ่มออกมาให้ความเห็นว่า มูลค่าหุ้น AI กำลังอยู่ในระดับสูงกว่าพื้นฐานและอาจเข้าสู่ช่วง Over-valuation คล้ายกับยุค Dot-com ปี 2000 ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมีความกังวลต่อการเติบโตของ AI และเริ่มสงสัยว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นเทคโนโลยีและ AI ในช่วงนี้เป็นเพียงการปรับฐานจริงหรือไม่
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมความกังวลนี้จึงทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2025 บทความนี้จะวิเคราะห์ทั้ง ปัจจัยจุดชนวน, สัญญาณเตือน, และความต่างจากฟองสบู่เทคโนโลยีในอดีต พร้อมมองต่อไปข้างหน้าว่าตลาดกำลังเดินไปทิศทางไหน
ปัจจัยที่จุดชนวนความกังวลในตลาด
1.Valuation พุ่งสูงเกินพื้นฐาน
จุดเริ่มต้นของแรงเทขายมาจากราคาหุ้นหลายบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าเร่งตัวเกินพื้นฐานของบริษัท โดยเฉพาะ Nvidia ที่มีมูลค่าตลาดทะลุ $5 trillion คิดเป็นกว่า 8% ของ S&P 500 สะท้อนความคาดหวังว่าชิป AI รุ่นใหม่ของบริษัทจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แม้รายได้จากผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะยังไม่ขยายตัวเต็มศักยภาพในปีนี้
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Palantir Technologies และ Micron Technology ได้มีการปรับตัวขึ้นแรงกว่า +150% ในปี 2025 โดย Palantir เติบโตจากความคาดหวังสัญญา AI ภาครัฐ ส่วน Micron Technology ได้รับแรงหนุนจากความต้องการหน่วยความจำสำหรับการใช้งานในศูนย์ข้อมูล AI แม้ทั้งสองบริษัทจะมีกำไรเติบโตสูง อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นที่ปรับตัวพุ่งขึ้นหลายเท่าภายในปีเดียวทำให้นักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทในปัจจุบัน
ขณะที่ OpenAI บริษัทวิจัยและพัฒนา AI ยังไม่ได้มีกำไรที่ชัดเจน แม้รายงานรายได้กว่า $4.3 billion ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 แต่ยังขาดทุนสุทธิราว $13.5 billion ซึ่งสะท้อนว่าความร้อนแรงของกระแสลงทุนใน AI ถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังและการเก็งกำไรมากกว่าผลตอบแทนจริงที่เกิดขึ้นในเชิงธุรกิจ
2.การกระจุกตัวของตลาดในหุ้นไม่กี่ตัว
เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เพียงไม่กี่บริษัท อาทิ Nvidia, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ซึ่งครองน้ำหนักรวมกว่า 30% ของดัชนี Nasdaq 100 จึงส่งผลให้ตลาดโดยรวมมีพึ่งพาการเคลื่อนไหวของหุ้นเหล่านี้ในระดับสูง หากราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวลงพร้อมกัน ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อพอร์ตการลงทุนและกองทุน ETF ทั่วโลก เนื่องจากน้ำหนักการถือครองกระจุกอยู่ในบริษัทกลุ่มเดียวกัน
3.คำเตือนจากสถาบันการเงิน
นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันอย่าง Goldman Sachs, Morgan Stanley และ IMF ได้ออกมาเตือนพร้อมกันว่าความร้อนแรงของตลาด AI เริ่มเกินขอบเขตของการเติบโตที่มาจากผลประกอบการจริงของธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดมีการปรับฐานและปรับตัวลดลงในวงกว้าง หากความคาดหวังเริ่มลดลง
4.ช่องว่างระหว่าง CapEx และ ROI
หลัง ChatGPT เปิดตัวในปี 2022 งบลงทุนของกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยสิ่งที่ตลาดเริ่มกังวลคือ ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจต่ำกว่าคาด เพราะเมื่อทุกบริษัทเร่งลงทุน อาจส่งผลให้ ROI ไม่สอดคล้องกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป
ในปี 2025 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ลงทุนใน AI Infrastructure รวมกว่า $300 billion แต่รายได้ที่เกี่ยวข้องจาก AI ยังไม่โตตามขนาดเงินลงทุน
โดยล่าสุด OpenAI ได้ประกาศดีลร่วมมือกับ AWS เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud และการประมวลผล AI ซึ่งใช้มูลค่าลงทุนสูงถึงราว $38 billion สะท้อนให้เห็นว่าหลายบริษัทเทคโนโลยีต่างทุ่มงบจำนวนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI และทำให้ตลาดคาดหวังต่อการเติบโตของบริษัทเหล่านี้สูงมากด้วยเช่นกันจนเริ่มเข้าภาวะก่อนเกิดฟองสบู่เทคโนโลยีในอดีต
5.ความคล้ายคลึงกับฟองสบู่เทคโนโลยีในอดีต
จากอดีตที่ผ่านมา การเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ที่มาพร้อมทั้งนวัตกรรมและความคาดหวังที่เกินจริง ตั้งแต่ Canal Mania ในอังกฤษศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงฟองสบู่เทคโนโลยีปลายยุค 1990 ทุกยุคเริ่มจากความเชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเปลี่ยนโลก ซึ่งนำไปสู่การหลั่งไหลของเงินทุนและการประเมินมูลค่าที่สูงกว่าความเป็นจริง
ในปี 2025 เทคโนโลยี AI กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี AI ในยุคปัจจุบันมีศักยภาพจริง แต่ตลาดยังไม่รู้แน่ชัดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อไร และใครจะเป็นผู้ชนะในยุค AI นี้ ด้านเงินทุนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยไม่เห็นผลตอบแทนที่แท้จริง จากที่ความคาดหวังมากกว่ากำไร ฟองสบู่ก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นโดยที่ไม่มีใครสังเกต
ทำไมยังไม่ใช่ฟองสบู่เต็มตัวและสิ่งที่แตกต่างจากในอดีต
แม้จะมีสัญญาณบางอย่างที่ดูคล้ายการก่อตัวของฟองสบู่ แต่การเติบโตของเทคโนโลยี AI ในยุคปัจจุบันมีความต่างจากปี 2000 อย่างมีนัยสำคัญ จึงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ได้มาก ดังนี้
1.แรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานมากกว่าการเก็งกำไร
ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ในรอบนี้มีกำไรจริงและรายได้เติบโตต่อเนื่อง เช่น Nvidia ที่มีรายได้จากชิป AI เพิ่มกว่า 50% ต่อปี หรือ Microsoft ที่รายได้ Cloud เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งไม่ใช่การขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังเพียงอย่างเดียวเหมือนในยุค Dot-com
2.สถานะการเงินที่แข็งแกร่งและหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังถือเงินสดมหาศาล ซึ่งหากไปดูงบการเงินของบริษัท อาทิ Apple และ Alphabet ยังมีกระแสเงินสดเป็นบวก ขณะที่ในช่วงก่อนเกิด Dot-com Bubble หลายบริษัทมีหนี้จำนวนมหาศาลและกระแสเงินสดติดลบ
3.โครงสร้างอุตสาหกรรม: ผู้นำเดิมยังครองการเติบโตของ AI
ตลาด AI ในปัจจุบันยังถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีอยู่เดิม เช่น Microsoft, Amazon, และ Nvidia ซึ่งต่างจากยุค Dot-com Bubble ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ที่ยังไม่มีรายได้จริง
4.การประเมินมูลค่าแม้อยู่ในระดับสูง แต่ยังไม่หลุดจากพื้นฐาน
แม้ราคาหุ้นเทคโนโลยีจะปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังไม่ถึงระดับฟองสบู่เต็มรูปแบบ สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้แตกต่างจากช่วง Dot-com อย่างมีนัยสำคัญ เพราะกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทชั้นนำยังขยายตัว ขณะที่โครงสร้างต้นทุนและงบดุลแข็งแรงกว่ามาก
สิ่งที่นักลงทุนเริ่มกังวลคือ ความเร็วของการขยายมูลค่าที่อาจนำหน้าการเติบโตของรายได้และกำไรในบางส่วน โดยเฉพาะในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังระยะยาวมากกว่าผลตอบแทนในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับการเกิดฟองสบู่เทคโนโลยีในอดีต สัดส่วนการประเมินมูลค่าของตลาดในวันนี้ยังอยู่ในกรอบที่ยอมรับได้ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทต่างขับเคลื่อนด้วยกำไรที่แท้จริง ไม่ใช่การเก็งกำไรของตลาดเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันการมีกระแสเงินสดและฐานลูกค้าที่ชัดเจน ก็ทำให้โอกาสเกิดการปรับฐานแบบรุนแรงทั่วทั้งระบบยังมีจำกัด
5.แม้จะมีการลงทุนใน Capex แต่บริษัทยังมีกระแสเงินสดเป็นบวก
แม้หลายบริษัทจะมีการลงทุนใน CapEx ด้าน AI ในระดับสูงจนนักลงทุนเริ่มเกิดความกังวล แต่จุดต่างจากฟองสบู่เก่าคือ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในปัจจุบันยังคงมีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวก และไม่ได้พึ่งการกู้ยืมในระดับเสี่ยง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ
อย่างไรก็ตาม สัญญาณ Vendor Financing หรือการปล่อยสินเชื่อระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อในห่วงโซ่ AI ที่เริ่มเพิ่มขึ้น ยังเป็นจุดที่ต้องติดตามใกล้ชิด
6.การกระจุกตัวของตลาด: แม้เป็นความเสี่ยงแต่ถือเป็นโอกาสในเวลาเดียวกัน
ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดอื่นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีน้ำหนักกว่า 60% ของตลาดหุ้นโลก และกว่าครึ่งหนึ่งมาจากหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ โดย 10 บริษัทแรกของสหรัฐฯ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูง
อย่างไรก็ตาม หากย้อนอดีตกลับไปจะพบว่า ทุกยุคมักมีผู้นำตลาดที่ครองสัดส่วนใหญ่ในตลาด เช่น General Motors ในยุค 1950s, IBM ในยุค 1970s และ Exxon Mobil ในยุค 1990s โดยการการกระจุกตัวของหุ้น AI ในวันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากผู้นำตลาดอย่าง Microsoft, Apple, Nvidia, และ Alphabet ที่ยังคงสามารถสร้างรายได้และกำไรจริงจากความต้องการใช้งานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดยังถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นที่มีเทคโนโลยี และเงินสดหนุนหลัง
ด้านกระแสความกังวลเรื่อง AI Bubble ในปี 2025 เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “ความจริง” มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดวงจรการเติบโต ซึ่งการพักฐานระยะสั้นอาจเป็นโอกาสให้ตลาดคัดกรองบริษัทที่สามารถสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีได้จริง และเสริมความแข็งแกร่งให้รอบการเติบโตระยะถัดไป
เราคาดว่า ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากความคาดหวังด้านมูลค่าและผลประกอบการในระยะสั้น ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว AI ยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง ดังนั้น นักลงทุนจึงควรจะลงทุนอย่างมีวินัย โดยเน้นสินทรัพย์หรือกองทุนที่มีพื้นฐานรายได้มั่นคง และกระจายความเสี่ยงไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI เพื่อให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่มา: Goldman Sachs, Bloomberg