
ปธน. Donald Trump ออกมาเปิดเผยว่า เขายืนยันกำหนดการเดิมในการเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบกับปธน. Xi Jingping ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 นี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี หลังจากที่การเดินทางถูกเลื่อนมาแล้วหนึ่งครั้งในเดือนมีนาคมจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน
การพบกันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก จนทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่รวมถึงการหาทางลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และจีนเผชิญกับความขัดแย้งในหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดกำลังทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องกลับมาหารือกันอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้
ล่าสุด ปธน. Donald Trump พยายามลดระดับความตึงเครียด โดยระบุว่า จีนให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นอิหร่าน และเชื่อว่าจีนจะไม่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่าทั้งสองประเทศตระหนักดีว่า หากปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตะวันออกกลาง แต่จะลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ในบทความนี้ เราจะเจาะลึก 3 ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม ก่อนการพบกันระหว่างปธน. Donald Trump และปธน. Xi Jinping ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลัง
วิกฤตพลังงานโลก กำลังบีบให้สหรัฐฯ และจีนต้องหันหน้าคุยกัน
วิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคง แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเส้นทางดังกล่าวถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลก
เมื่ออุปทานน้ำมันเริ่มตึงตัว ต้นทุนการผลิต ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ ขณะที่เงินเฟ้อก็เริ่มกลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญอีกครั้ง ทั้งสหรัฐฯ และจีนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหาทางลดแรงกดดันดังกล่าวร่วมกัน
สำหรับสหรัฐฯ การเดินหน้าเพื่อการปฏิบัติการทางทหารในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดต้นทุนของสงครามที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเริ่มกลายเป็นภาระต่อเศรษฐกิจและงบประมาณภาครัฐ การที่ปธน. Donald Trump ตัดสินใจเดินทางเยือนจีนโดยไม่ได้มีการเลื่อนออกไป ส่วนหนึ่งจึงสะท้อนว่า สหรัฐฯ อาจเริ่มมองว่าการแก้ปัญหาด้วยกำลังทางทหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องอาศัยบทบาททางการทูตของจีนเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์
ในอีกด้านหนึ่ง จีนเองก็ไม่ต้องการเห็นราคาพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก หากต้นทุนพลังงานสูงเกินไป ก็อาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ
การเจรจาครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก
ผลลัพธ์ของการประชุมระหว่างปธน. Donald Trump และปธน. Xi Jinping ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะทิศทางของราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในระยะสั้น ตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกยังมีแนวโน้มผันผวน เนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินว่า การหารือครั้งนี้จะช่วยลดความตึงเครียดด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถแบ่งผลลัพธ์ออกได้เป็น 2 Scenario ดังนี้
Scenario 1 หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันได้ ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะ Risk-on
หากสหรัฐฯ และจีนสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา หรือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ตลาดการเงินอาจตอบรับเชิงบวกทันที
ราคาน้ำมันมีโอกาสชะลอความร้อนแรงลง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูงในช่วงที่ผ่านมา
ในสถานการณ์ดังกล่าว สินทรัพย์ปลอดภัยพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกลุ่ม Defensive อาจเผชิญแรงขายทำกำไร ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นที่กลับมาอีกครั้ง
Scenario 2 หากการเจรจาไร้ข้อสรุป ความผันผวนอาจอยู่กับตลาดต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากการหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ ความกังวลของตลาดอาจยังคงอยู่ต่อไปในระยะข้างหน้า
ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงจะยังเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต ขณะที่ตลาดการเงินอาจเริ่มสะท้อนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ในกรณีนี้ นักลงทุนอาจยังคงให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ปลอดภัย สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ และกลุ่ม Defensive มากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง จนกว่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลง
ท้ายที่สุด การพบกันระหว่างปธน. Donald Trump และปธน. Xi Jinping อาจไม่ได้เปลี่ยนให้ทั้งสองประเทศกลับมาเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่ตลาดกำลังจับตา คือทั้งสองฝ่ายจะสามารถรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังเปราะบางและซับซ้อน
ซึ่งหากให้คาดการณ์ผลลัพธ์จากการพบกันในครั้งนี้ ใน Scenario ที่ 1 ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมมือและตกลงกันได้ในบางประเด็นน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะการเจรจากันแบบซึ่งหน้าย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการพูดคุยกันผ่านทางโทรศัพท์หรือผ่านตัวแทน รวมถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่สงครามในอิหร่านได้กดดันเศรษฐกิจโลกมากพออยู่แล้ว การพบกันของสองประธานาธิบดีชาติมหาอำนาจอันดับ 1 และ 2 ของโลกที่มีเดิมพันสูงมากคงไม่ได้อยากเพิ่มความขัดแย้งมากกว่าเดิม เพราะแน่นอนว่าทั้ง 2 ชาติมหาอำนาจคงไม่สามารถเห็นตรงกันในทุกประเด็นได้ แต่ถ้ามีบางประเด็นที่เห็นตรงกัน และเกิดภาพการยืนถ่ายภาพคู่กันของ Trump และ Xi Jinping ออกมาสู่สายตาชาวโลก พร้อมกับการประกาศข้อตกลงบางอย่างร่วมกัน นั่นคือสิ่งที่ทั้งโลกกำลังรอคอบและหวังว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด
ที่มา : Bloomberg