อย่างเป็นทางการ FTSE อัปเกรดตลาดหุ้นเวียดนาม เป็น Emerging Market

ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของพัฒนาการตลาดทุน หลังจากที่ FTSE Russell ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะปรับสถานะตลาดหุ้นเวียดนามจากกลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) ขึ้นสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ระดับรอง (Secondary Emerging Market) โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ในการทบทวนดัชนีครั้งถัดไปในวันที่ 21 ก.ย. 2026

โดยการอัปเกรดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะเชิงสัญลักษณ์ หากแต่สะท้อนถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปตลาดทุนของเวียดนาม โดยเฉพาะการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านกลไกการซื้อขาย การชำระราคา และเสถียรภาพของตลาดในภาพรวม

บทความนี้จะสรุปรายละเอียดของการอัปเกรดโดย FTSE Russell กลไกการนำหุ้นเวียดนามเข้าสู่การคำนวณในดัชนี รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระแสเงินทุนและโครงสร้างตลาดในระยะถัดไป

FTSE Russell Upgrade: รายละเอียดการอัปเกรดและกลไกการนำหุ้นเข้าดัชนี

การประกาศยืนยันแผนการอัปเกรดตลาดหุ้นเวียดนามของ FTSE Russell สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้างของตลาด โดยเฉพาะ การยกเลิกข้อกำหนดการวางเงินล่วงหน้าก่อนการซื้อขาย (Pre-funding) สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน

เพื่อจำกัดผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาด การนำหุ้นเวียดนามเข้าสู่การคำนวณในดัชนีจะดำเนินการแบบทยอยเป็นขั้นตอน (Phased Inclusion) แบ่งออกเป็น 4 รอบ ได้แก่

  • รอบที่ 1 (ก.ย. 2026): 10%
  • รอบที่ 2 (มี.ค. 2027): 20% (รวมเป็น 30%)
  • รอบที่ 3 (มิ.ย. 2027): 35% (รวมเป็น 65%)
  • รอบที่ 4 (ก.ย. 2027): 35% (รวมเป็น 100%)

ทั้งนี้ FTSE Russell จะติดตามความสามารถของกองทุนที่อ้างอิงดัชนีในการปรับพอร์ตในแต่ละรอบ เพื่อให้การไหลเข้าของเงินทุนเป็นไปอย่างเป็นระบบและไม่ก่อให้เกิดแรงกระแทกต่อตลาด

หลังการนำเข้าเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าหุ้นเวียดนามจะมีน้ำหนักในดัชนี FTSE ต่าง ๆ ได้แก่

  • FTSE Emerging Index: ประมาณ 0.22–0.35%
  • FTSE Emerging All Cap Index: ประมาณ 0.34–0.35%
  • FTSE Global All Cap Index: ประมาณ 0.04%
  • FTSE All-World Index: ประมาณ 0.02%

ปัจจัยสนับสนุนหลัก: ความคืบหน้าการปฏิรูปตลาดทุน

การตัดสินใจของ FTSE Russell ในครั้งนี้สะท้อนความคืบหน้าเชิงรูปธรรมของการปฏิรูปตลาดทุนเวียดนาม โดยเฉพาะในประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ ได้แก่

  • การยกเลิกข้อกำหนด Pre-funding สำหรับการซื้อขายหุ้น
  • การเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายผ่าน Global Broker
  • แผนพัฒนาระบบ Clearing ส่วนกลางภายในปี 2027
  • การปรับปรุงกระบวนการจัดการธุรกรรมที่ล้มเหลว (Failed Trades)

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มความโปร่งใส และทำให้โครงสร้างตลาดเข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการดึงดูดเงินทุนสถาบันระยะยาว

ผลกระทบต่อกระแสเงินทุนและโครงสร้างตลาด

นักวิเคราะห์คาดว่าการเข้าสู่ดัชนี EM จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเวียดนามใน 3 มิติหลัก ดังนี้

  1. กระแสเงินทุน (Capital Flows) 
    – คาดว่าจะมีเงินทุนจากกองทุนที่อ้างอิงดัชนี EM รวมถึงกองทุนเชิงรุกที่มี Benchmark Constraint ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยบทบาทของนักลงทุนสถาบันต่างชาติจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์ประเมินว่าเม็ดเงินจากกองทุน Passive อาจอยู่ที่ราว 1.7 billion และหากรวมกองทุน Active อาจมีเงินไหลเข้ารวม $3.5 – $6 billion
  2. สภาพคล่องและการประเมินมูลค่า (Liquidity & Valuation)
    – หุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่ดีขึ้น และอาจเกิดการปรับมูลค่า (Valuation re-rating) สำหรับบริษัทที่มี free float สูงและธรรมาภิบาลดี
  3. โครงสร้างผู้ลงทุน (Investor Base)
    – การถูกอัปเกรดสู่ดัชนี EM ในครั้งนี้จะส่งผลให้มีเม็ดเงินจากกองทุนสถาบันทั่วโลก โดยเฉพาะกองทุน Passive ไหลเข้าสู่ตลาดเวียดนามมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับโครงสร้างเดิมที่พึ่งพานักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก
    – นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังมีแนวโน้มยกระดับมาตรฐานตลาด เนื่องจากนักลงทุนสถาบันมักให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน ความโปร่งใสความบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และคุณภาพของผลประกอบการ ดังนั้นบริษัทจดทะเบียนจึงต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังในระดับสากลมากขึ้น

มุมมองนักวิเคราะห์: โอกาส ความเสี่ยง และก้าวถัดไปสู่ MSCI

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าการอัปเกรดโดย FTSE Russell เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดย VinaCapital ประเมินว่า VN-Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วง 15–20% ภายใน 12–18 เดือน จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ระดับการประเมินมูลค่าที่ยังไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่น และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่ยังแข็งแกร่ง

ก้าวถัดไปที่นักลงทุนจับตาคือโอกาสในการได้รับการอัปเกรดโดย MSCI ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า หากเวียดนามสามารถแก้ไขข้อจำกัดที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะประเด็นการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ (FOL) และความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งมีการหารือถึงแนวคิดการนำ NVDRs มาใช้ในอนาคต

การยืนยันแผนอัปเกรดตลาดหุ้นเวียดนามสู่กลุ่ม Secondary Emerging Market โดย FTSE Russell ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของตลาดทุนเวียดนามในระดับโครงสร้าง การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อสถานะในดัชนี แต่ยังเป็นบททดสอบความพร้อมของตลาดในการรองรับบทบาทของเงินทุนสถาบันในระยะถัดไป ซึ่งจะเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีข้างหน้า

ที่มา : FTSE, Bloomberg, CNBC

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก