
ในช่วงที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นภาพการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ในตลาดหุ้นอย่างชัดเจน โดยเม็ดเงินเริ่มกระจายออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เผชิญแรงกดดันด้านมูลค่า (Valuation) ที่ค่อนข้างตึงตัวและราคาที่ปรับขึ้นมาเยอะ ไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังมีโอกาสเติบโตและราคายังสมเหตุสมผล ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาได้อย่างโดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุดในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็คือ “หุ้นกลุ่ม Biotech”
โดยการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุนในรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาแหล่งพักเงินชั่วคราวจากความผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการกลับเข้ามาลงทุนอย่างมีทิศทาง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้น นวัตกรรมการแพทย์ที่จับต้องได้จริง และโอกาสในการเติบโตระยะยาวที่เริ่มกลับมาเด่นชัดอีกครั้ง และนี่คือ 3 เหตุผลสำคัญ ที่ช่วยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่ม Biotech กลับมามีความน่าสนใจและเป็นเป้าหมายของนักลงทุนอีกครั้ง
หน้าผาสิทธิบัตรยังคงเป็นปัจจัยหนุนการควบรวมและซื้อกิจการบริษัท Biotech อยู่
บริษัทยาขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Merck, Johnson & Johnson, Abbvie รวมถึง Novo Nordisk ต่างกำลังเผชิญกับสภาวะหน้าผาสิทธิบัตร (Patent Cliff) มาตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งสภาวะดังกล่าวเกิดจากสิทธิบัตรยาของบริษัทยาขนาดใหญ่กำลังจะหมดอายุลง ส่งผลให้ผู้ผลิตยาอื่นๆ สามารถผลิตยาเลียนแบบและวางจำหน่ายตามท้องตลาดได้ในราคาที่ถูกกว่าโดยเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้บริษัทยาต่างๆ มีรายได้น้อยลง โดยคาดว่า บริษัทยาขนาดใหญ่ต่างๆ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้สูงถึง 2-4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงระหว่างปี 2025-2030 ซึ่งสภาวะดังกล่าวเป็นแรงบีบบังคับให้บริษัทยายักษ์ใหญ่มีความจำเป็นต้องเร่งหากลุ่มผลิตภัณฑ์ยาใหม่มาทดแทน และการเข้าซื้อกิจการบริษัท Biotech ที่มีนวัตกรรมโดดเด่นถือเป็นกลยุทธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
สำหรับตัวอย่างการเข้าซื้อกิจการของบริษัทยาขนาดใหญ่ล่าสุด ได้แก่ การเข้าซื้อกิจการ Apogee Therapeutics ของ AbbVie ซึ่งดีลดังกล่าวมีมูลค่า 10,900 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาด้านภูมิคุ้มกันวิทยาซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ AbbVie และเพื่อทดแทนรายได้จากยาชื่อดังของ AbbVie อย่าง Humira ที่ใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบด้วย โดยภายหลังจากมีการประกาศดีลนี้ ส่งผลให้ราคาหุ้น Apogee ปรับตัวขึ้นสูงถึง 50%
นอกจากนี้ GSK บริษัทยาสัญชาติอังกฤษก็ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Nuvalent คิดเป็นจำนวนเงิน 10,600 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยารักษามะเร็งซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ GSK มุ่งเน้น ซึ่งยาของ Nuvalent ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาในผู้ป่วยซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญในการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ซึ่งจากข่าวดังกล่าวก็ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทที่ถูกเข้าซื้ออย่าง Nuvalent พุ่งขึ้นถึง 40% ด้วยเช่นกัน
ผลการทดลองยาเชิงบวก สร้างความเชื่อมั่นและมูลค่ามหาศาล
นอกจากประเด็นการเข้าซื้อกิจการหุ้น Biotech โดยบริษัทยาขนาดใหญ่แล้ว ข่าวความสำเร็จของการทดลองยาและการอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนมูลค่าหุ้น Biotech ด้วยเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีบริษัทต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในการทดลองยาและมีการประกาศข่าวออกมาให้นักลงทุนได้ทราบ
ซึ่ง Rhythm Pharmaceuticals ประสบความสำเร็จในการทดลองยา Setmelanotide ในระยะที่ 2 สำหรับการรักษาภาวะโรคอ้วนที่เกิดจากความผิดปกติของสมองในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และถือเป็นยาตัวแรกและตัวเดียวในตอนนี้ที่ได้รับการอนุมัติสำหรับภาวะที่รักษายากนี้
นอกจากนี้ บริษัท Enliven Therapeutics ได้รายงานข้อมูลทางคลินิกจากการทดลองระยะที่ 1 ของยารักษาโรคลูคิเมียที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นบวก โดยยาดังกล่าวแสดงประสิทธิภาพ ที่โดดเด่นและสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรก รวมถึงบริษัทยังบรรลุข้อตกลง FDA เกี่ยวกับแนวทางการออกแบบการทดลองระยะที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนของเส้นทางการพัฒนายาและลดความไม่แน่นอนในกระบวนการขออนุมัติในอนาคต
Longevity กำลังเป็นเมกะเทรนด์ที่หลายคนพูดถึง
แนวคิดเรื่องการ “ชะลอวัย” หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในอุตสาหกรรม Biotech ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่านอกจากมนุษย์จะมีอายุขัยที่ยาวขึ้นแล้วแต่ต้องมีคุณชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมนี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้และกำไรได้จริงแล้ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Alnylam Pharmaceuticals ที่นำเทคโนโลยี RNAi ซึ่งเป็นกลไกทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระงับการทำงานของยีนที่สร้างโปรตีนที่ก่อให้เกิดโรค เทคโนโลยีนี้เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายหลายชนิด เช่น โรคโปรตีนสะสมผิดปกติ (ATTR) ที่ส่งผลต่อหัวใจและระบบประสาท รวมถึงบริษัทกำลังอยู่ระหว่างศึกษาวิธีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้กับโรคอัลไซเมอร์และจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย ด้วยความเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ทำให้ Alnylam เองได้เปลี่ยนสถานะจากบริษัทวิจัยสู่บริษัทที่สามารถสร้างกำไรได้ที่มีผลิตภัณฑ์ยาที่วางจำหน่ายแล้วและสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมออีกด้วย
ขณะเดียวกัน Madrigal Pharmaceuticals ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาสำหรับรักษาโรคตับอักเสบจากไขมันพอกตับซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายตามวัยที่พบได้มากในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และไม่เคยมีวิธีการรักษาที่ได้รับการอนุมัติมาก่อน อีกทั้งยาดังกล่าวเป็นยาตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA อีกด้วย
โดยสรุป ภาพรวมของอุตสาหกรรม Biotech ในปัจจุบันได้ก้าวข้ามจุดที่เป็นเพียง “ความคาดหวัง” ไปสู่การสร้าง “มูลค่าที่จับต้องได้” อย่างชัดเจน การที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ต้องเร่งรับมือกับสภาวะหน้าผาสิทธิบัตร (Patent Cliff) ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้เกิดกระแสการควบรวมกิจการ (M&A) อย่างคึกคัก ผสานกับข่าวดีจากความสำเร็จในการทดลองยาทางคลินิกที่สามารถผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้จริง และการเกาะกระแสเมกะเทรนด์โลกอย่างนวัตกรรมชะลอวัยที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ปัจจัยทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทในกลุ่ม Biotech แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในจังหวะที่ตลาดกำลังเกิดการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) และเม็ดเงินกำลังมองหาแหล่งลงทุนที่มีทั้งนวัตกรรมรองรับและมีโอกาสเติบโตสูง หุ้นกลุ่ม Biotech จึงถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่น่าจับตามอง และไม่ควรมองข้ามสำหรับการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
ที่มา : Company Data, Polar Capital, Bloomberg