
ช่วงต้นปีจนถึงกลางปี 2025 ที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่ม Fintech ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเป็นกฎหมายวางกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ Stablecoin รวมไปถึงกฎหมาย Anti-CBDC Surveillance ที่กีดกันสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง
แต่ช่วงปลายปี 2025 จนมาถึงช่วงต้นปี 2026 หุ้นกลุ่ม Fintech กลับปรับตัวลดลงแรงโดยได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ดังนี้
1. ราคาสกุลเงินดิจิทัลร่วงลงต่อเนื่อง
ปัจจุบันราคา Bitcoin อยู่ที่ระดับ $67,037 ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เหนือระดับ $126,000 ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2025 โดยนักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ให้เหตุผลว่า การเทขายอย่างต่อเนื่องนี้เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนบางกลุ่มกำลังสูญเสียความมั่นใจ และมุมมองเชิงลบโดยรวมต่อตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เป็นแรงซื้อสำคัญที่ช่วยพยุงราคามาตลอด ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้ได้กลายเป็นฝ่ายขายสุทธิ โดยข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่ากองทุน ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ในปีที่แล้วได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ขายในปีนี้ซึ่งเป็นสัญญาณลบที่น่ากังวล
ในช่วงที่ผ่านมา Bitcoin เคยถูกนักลงทุนมองว่ามีสถานะ ”ทองคำดิจิทัล” ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นว่าด้วยความไม่แน่นอนปัจจัยมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ แต่กลายเป็นว่านักลงทุนกลับเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อหันไปถือครองทองคำจริง ถึงแม้ว่ากระแสเงินลงทุนที่เข้ามาในทองคำอาจไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุหลักของการปรับตัวลงของสกุลเงินดิจิทัลแต่ผลตอบแทนของทั้ง 2 สินทรัพย์กลับวิ่งกันสวนทางโดยสิ้นเชิง ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ร่วงลงเกือบ 40% ขณะที่ราคาทองคำจริงกลับปรับตัวสูงขึ้นถึง 61%
ซึ่งการปรับลดลงของราคาสกุลเงินดิจิทัลได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาหุ้นในกลุ่ม Fintech ที่บางบริษัทมีรายได้มาจากการทำธุรกรรมซื้อ-ขายนั่นเอง
2. งบ Robinhood และ Coinbase ได้รับผลกระทบจากตลาด Cryptocurrencies
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดสกุลเงินดิจิทัลได้ส่งผลกระทบไปยังผลการดำเนินงานของหุ้นในกลุ่ม Fintech ไปด้วย ซึ่งสัปดาห์นี้ Robinhood และ Coinbase ได้ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาสล่าสุดซึ่งออกมาในทิศทางเดียวกัน
โดยผลการดำเนินงานล่าสุดของ Robinhood ที่ออกมานั้น แม้ว่ารายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 27% YoY อยู่ที่ $1.28 billion และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 42% YoY สู่ระดับ $605 million แต่รายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิทัลกลับลดลงถึง 38% YoY ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้รวมต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลการดำเนินงานในระยะข้างหน้าซึ่งบริษัทประเมินว่าค่าใช้จ่ายในปี 2026 ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 18% จากปี 2025 โดยบริษัทได้คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะอยู่ที่ $2.6–$2.725 billion ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
ขณะที่ รายได้หลักจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายของ Coinbase ลดลงอย่างหนักเหลือ $982.7 million และพลิกขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 โดยขาดทุนสุทธิ $666.7 million โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบมาจากการที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวมถูกเทขายอย่างหนักในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2025 ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การที่นักลงทุนยังคงถอนเงินออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ก็เป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่ทำให้รายได้จากการซื้อขายของบริษัทลดลง
3. AI อาจเข้ามาทำหน้าที่แทนที่ปรึกษาการลงทุน?
Altruist บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการเงินเปิดตัวเทคโนโลยี AI ที่สามารถช่วยสร้างกลยุทธ์ภาษีเฉพาะบุคคล ตลอดจนสร้างเอกสาร เช่น สลิปเงินเดือนและรายงานบัญชีได้โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าบริการให้คำปรึกษาทางการเงินแบบดั้งเดิมอาจถูกทดแทน โดยหุ้น LPL Financial ลง -8.3%, Raymond James -8.8%, Charles Schwab -7.4% และ Morgan Stanley -2.45% (ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ณ วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่มีข่าวดังกล่าว)
Bloomberg Intelligence ระบุว่าสาเหตุหลักของแรงขายคือความกังวลว่า AI จะลดความต้องการแรงงานมนุษย์, ทำให้ค่าธรรมเนียมถูกปรับลดลง และส่วนแบ่งตลาดอาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายมองว่าปฏิกิริยาของนักลงทุนครั้งนี้ “เกินจริง” โดยชี้ว่าผู้คนยังต้องการที่ปรึกษามนุษย์เพื่อดูแลทรัพย์สิน โดยกลุ่มหุ้นที่ถูกกดดันก่อนหน้านี้จากประเด็น AI อย่างกลุ่มซอฟต์แวร์ซึ่งเคยร่วงลง -15% ก็กลับมาฟื้นได้กว่า 7% ในระยะที่ผ่านมา
ท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ส่งผลราคาหุ้นในกลุ่ม Fintech ปรับตัวลดลงแรง อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางส่วนยังคงคาดหวังปัจจัยบวกทางกฎหมายซึ่งปัจจุบันกฎหมาย Clarity Act (กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการยกระดับสถานะให้กลายเป็นสินทรัพย์ในกระแสหลักมากขึ้น) ยังเป็นกฎหมายอีก 1 ฉบับที่ยังคงยังไม่ได้ข้อสรุปและมีการบังคับใช้ในลำดับถัดไป แต่ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าเปิดทำเนียบขาวให้ตัวแทนจากอุตสาหกรรมธนาคาร อุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล และฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเจรจากันต่อเพื่อผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวให้ถูกบังคับใช้ในอนาคต
รวมถึงในระยะข้างหน้านักลงทุนอาจมีการขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมาเยอะแล้วอย่างเช่น หุ้นบางกลุ่ม หรือสินทรัพย์โภคภัณฑ์บางประเภทเข้ามาซื้อสกุลเงินดิจิทัลอีกครั้ง ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของเทคโนโลยี AI เพื่อเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจบริหารความมั่งคั่งนั้นไม่ได้จะมาแทนที่ธุรกิจบริการทางการเงินไปทั้งหมดแต่จะช่วยเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจดังกล่าวให้มากขึ้นได้ ซึ่งหลักจากความกลัวในประเด็น AI หมดลง ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนให้หุ้นกลุ่ม Fintech มีโอกาสฟื้นตัวได้
ที่มา : Bloomberg, CNBC, Reuters, Company data