
ในช่วงที่ผ่านมาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก ไม่เพียงแต่สงครามระหว่างฝ่าย สหรัฐฯ อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีความขัดแย้งอีกหลายแห่งที่กำลังดำเนินอยู่รวมถึงมีโอกาสที่จะปะทุรุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งในโลกปัจจุบันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตื่นตัวและปรับตัวรับมือด้วยการเร่งอัดฉีดงบประมาณด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มเชิงโครงสร้างนี้เองที่ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานและการป้องกันประเทศ หรือ Aerospace & Defense กลายมาเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ มี 3 ปัจจัยหลักที่จะสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวของหุ้นในกลุ่มนี้ได้
1.ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หนุนงบกลาโหม
ปัจจัยขับเคลื่อนแรกและถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ คือระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก (GPR Threats Index) นับตั้งแต่ปี 1992 จะพบว่าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอัฟกานิสถาน ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน หรือสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ระดับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น
ความไม่ปลอดภัยนี้เองที่บังคับให้หลายประเทศต้องหันมาทบทวนและเพิ่มการลงทุนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงของตัวเอง โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยด้านสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม (SIPRI) ได้ระบุว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วโลกพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ $2.7 trillion ในปี 2024 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์โดยมีแรงหนุนหลักจากความตึงเครียดในภูมิภาคยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายประเทศ แม้ว่าสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีงบประมาณทางการทหารสูงที่สุดในโลกแต่ก็พบว่างบประมาณกลาโหมในกลุ่มประเทศอื่นๆ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในยุโรป จีน และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งการเพิ่มขึ้นของงบประมาณกลาโหมในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปีเดียวเท่านั้น แต่เป็นแนวโน้มที่กำลังจะเติบโตขึ้นยิ่งอีกในอนาคตอีกด้วย โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่างบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวจะเพิ่มขึ้นทะลุระดับ $1 trillion ภายในปี 2035 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงมุ่งเน้นความมั่นคงภายในประเทศรวมถึงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทางการทหารในระดับโลกอีกด้วย
2.รายได้มั่นคงจากสัญญารัฐบาลระยะยาว
อุตสาหกรรมอากาศยานและการป้องกันประเทศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างรายได้ที่มีความแข็งแกร่งและง่ายต่อการคาดการณ์ (High visibility) เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้มีลูกค้าหลักเป็นภาครัฐ ซึ่งเมื่อรัฐบาลมีการอนุมัติโครงการป้องกันประเทศ บริษัทต่างๆ มักจะได้รับสัญญาระยะยาวที่กินเวลาหลายปี สิ่งนี้ก่อให้เกิดคำสั่งซื้อล่วงหน้าจำนวนมหาศาลส่งผลให้เกิดรายได้ที่รอการรับรู้ไว้ล่วงหน้าและช่วยลดความผันผวนของการดำเนินธุรกิจจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่บริษัททั่วไปมักต้องเผชิญ
ซึ่งในปี 2024 บริษัทชั้นนำ 100 อันดับแรกในอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลกสามารถกวาดรายได้รวมกันสูงถึง $679 billion สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดยบริษัทอากาศยานและการป้องกันประเทศสัญชาติอเมริกันที่ครองส่วนแบ่งรายได้และฐานลูกค้าไว้ได้มากที่สุดซึ่งคาดการณ์การเติบโตของผลประกอบการในช่วง 2023-2027 รายได้ของบริษัทในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยที่ระดับ 8% ต่อปี ในขณะที่กำไรสุทธิคาดว่าจะเติบโตก้าวกระโดดถึง 16% ต่อปี
นอกจากนี้ โมเดลธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถให้ผลตอบแทนคืนสู่ผู้ถือหุ้นได้ ทั้งในรูปของการจ่ายเงินปันผล และการประกาศซื้อหุ้นคืนได้อย่างต่อเนื่อง อีกด้วย
3.การเติบโตของเทคโนโลยีกลาโหมยุคใหม่
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการทางการทหารและการป้องกันประเทศในยุคปัจจุบันเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้กำลังเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ ถูกนำมาใช้บ่อยครั้ง อาทิ การใช้ปัญญาประดิษฐ์, ระบบอัตโนมัติ (Automation), อากาศยานไร้คนขับ (Drones), ระบบป้องกันภัยทางอากาศอัจฉริยะ, เครื่องบินล่องหน (Stealth) หรืออาจรวมไปจนถึงเทคโนโลยีด้านอวกาศ
โดยตัวอย่างของเทคโนโลยีกลาโหมยุคใหม่ที่เห็นได้ชัดคือ สหรัฐอเมริกาที่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านความมั่นคงระดับโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ทั้งงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) มหาศาล และความร่วมมือที่ไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน รวมถึงประสบการณ์จริงในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวในหลายพื้นที่ทั่วโลกส่งผลให้บริษัทผู้นำระดับโลกล้วนกระจุกตัวอยู่ที่สหรัฐฯอเมริกา
ด้วยเบื้องหลังของการพัฒนาเทคโนโลยีกลาโหมสมัยใหม่ที่เป็นไปอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ภาคเอกชนนำมาประยุกต์ใช้และสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ ไม่ว่าจะเป็น GE Aerospace ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเครื่องยนต์อากาศยานที่ทรงอิทธิพลทั้งในภาคการบินพาณิชย์และภาคความมั่นคง, RTX (Raytheon Technologies) ที่พัฒนาเทคโนโลยีเรดาร์ล้ำสมัย ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเครื่องยนต์อากาศยานที่ทั่วโลกให้ความไว้วางใจ, Boeing ที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ทั้งเครื่องบินพาณิชย์แล้ว ยังมีธุรกิจด้านความมั่นคง อวกาศ และระบบดาวเทียมที่แข็งแกร่ง, Lockheed Martin เจ้าของอากาศยานรบขั้นสูงและเทคโนโลยีอวกาศ และ Northrop Grumman ที่เชี่ยวชาญด้านระบบอากาศยานล้ำยุค ระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมอวกาศ
การพัฒนาและนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ทำให้บริษัทในกลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจผลิตยุทโธปกรณ์แบบเก่า แต่กลายเป็นผู้นำแห่งอนาคตที่สามารถสร้างอัตรากำไร (Margin) ได้สูงขึ้นผ่านการขายโซลูชันและนวัตกรรมใหม่ๆ
ท่ามกลางสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) หุ้นกลุ่ม Aerospace & Defense คือคำตอบของการลงทุนที่ผสมผสานระหว่าง “ความชัดเจนของรายได้” และ “พลังของนวัตกรรม” ได้อย่างลงตัว การทะยานขึ้นของงบประมาณกลาโหมทั่วโลกสู่ระดับ $2.7 trillion ไม่เพียงแต่เป็นเกราะคุ้มกันความผันผวนทางเศรษฐกิจผ่านสัญญารัฐบาลระยะยาว แต่ยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งอนาคต นี่จึงไม่ใช่แค่การลงทุนในยุทโธปกรณ์แบบดั้งเดิม แต่เป็นอุตสาหกรรมขาขึ้นรอบใหญ่ที่พร้อมจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
ที่มา : Reuters, SIPRI, Company Data