
กระแสหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าในปีนี้จะมีเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลต่อนักลงทุน อย่าง สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอลกับอิหร่านที่ยังคงไร้ข้อสรุป โดยในปีนี้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไม่เกรงกลัวต่อเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น Philadelphia Semiconductor Sector Index ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงและทำสถิติจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในฝั่งเอเชียอย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแรงก็ได้รับแรงหนุนสำคัญจากหุ้นบริษัท เซมิคอนดักเตอร์ อย่าง SK Hynix, Samsung, TSMC และ MediaTek
ซึ่งนอกจากหุ้น เซมิคอนดักเตอร์ ในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และไต้หวันแล้วหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในจีนเองก็สามารถปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงไม่แพ้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในหลาย ๆ ประเทศเช่นกัน

โดยก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงหุ้นเทคโนโลยีจีน ภาพจำแรกของนักลงทุนส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba หรือ Tencent ที่เคยเป็นดั่งเสาหลักและตัวแทนของการเติบโตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน ทว่าในปีนี้ ภาพดังกล่าวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้าน AI ทั่วโลก เมื่อหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังเหล่านี้กลับกลายเป็นหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวตามหลังตลาดอย่างเห็นได้ชัด
หากพิจารณาจากผลตอบแทนระหว่างดัชนี Hang Seng Tech ซึ่งเป็นแหล่งรวมหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จีน ปรับตัวลดลงไปกว่า 14% นับตั้งแต่ต้นปี โดยหุ้นบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Alibaba ร่วงลง 6.7% และ Tencent ร่วงลงถึง 23.7% ภาพนี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกน่าใจหายสำหรับนักลงทุนที่คุ้นเคยกับยุคทองของเทคโนโลยีขนาดใหญ่จีน โดยภาพที่สวนทางกัน คือ ETF ที่เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่ม China Semiconductor ปรับเพิ่มขึ้นถึง +39% (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2026)
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของทั้ง 2 บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้กำลังย่ำแย่หรือสูญเสียพื้นฐานทางธุรกิจไป เพียงแต่พวกเขากำลังเผชิญกับวัฏจักรและปัจจัยกดดันเฉพาะตัว เช่น ความกังวลของนักลงทุนต่อเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของ Tencent ที่อาจกดดันความสามารถในการทำกำไรระยะสั้น หรือกรณีของ Alibaba ที่เพิ่งผ่านพ้นสมรภูมิสงครามราคาในธุรกิจ E-Commerce ที่ดุเดือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันผลกำไรในปัจจุบัน ทำให้กระแสเงินลงทุนเลือกที่จะมองข้ามทั้ง 2 บริษัทนี้ไปชั่วขณะ
นักลงทุนตื่นเต้นกับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์จีน
ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังพักฐาน เม็ดเงินลงทุนกลับไหลทะลักเข้าสู่ “ชิ้นส่วนและฮาร์ดแวร์” ที่เป็นรากฐานของยุค AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และซัพพลายเชน AI ของจีนพุ่งทะยานอย่างร้อนแรงโดยได้แรงหนุนสำคัญจากนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลปักกิ่ง และความต้องการอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น
ความร้อนแรงนี้สะท้อนผ่านราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์จีนอย่างชัดเจน เช่น Cambricon Technologies ผู้ออกแบบชิป AI ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 183% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา, SMIC โรงหล่อชิปรายใหญ่ที่สุดของจีนที่บวกไปกว่า 67% และที่โดดเด่นที่สุดคือ Zhongji Innolight ที่ราคาหุ้นทะยานขึ้นถึง 944% ซึ่งบริษัทนั้นเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัล (Optical transceivers) ที่สำคัญต่อ Data Center (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2026)
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ครองโลก?
โดยจะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและก็ไม่ได้แตกต่างจากภาพใหญ่ของโลก อย่างเช่น ในสหรัฐฯหุ้นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และชิปอย่างเช่น AMD, Intel หรือ Micron ก็ทำผลงานได้โดดเด่นและสร้างผลตอบแทนได้ดีแซงหน้าหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ที่เคยเป็นกลุ่มผู้ชนะเดิมในการเติบโตของเทคโนโลยีในสหรัฐฯ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพราะ ตลาดกำลังแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างหุ้น “Big Tech” แบบดั้งเดิม กับหุ้นกลุ่ม “ชิปและ AI” ซึ่งในอดีตนั้น หากนักลงทุนเชื่อมั่นในการเติบโตของเทคโนโลยี พวกเขาก็แค่หลับตาซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันมุมมองการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปแล้วซึ่งตลาดเริ่มมองบริษัทอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มเป็นกลุ่ม “เทคโนโลยีเก่า” (Old Tech) ไปเสียแล้ว
โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน มีถึง 9 บริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 5 แสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Samsung บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ก็มีมูลค่าตลาดเพิ่มสูงขึ้นเกินว่า $1 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งถึงแม้ Samsung จะทำธุรกิจหลายอย่างทั้งจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เครืองใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน แต่ธุรกิจที่หนุนให้บริษัทเติบโตได้อย่างมหาศาลก็คือธุรกิจผลิตชิปนั่นเอง

หากในอดีต “น้ำมัน” เคยเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนโลกอุตสาหกรรม ในวันนี้ “ชิป” อาจกำลังกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของโลกยุค AI เพราะไม่ว่าจะเป็น Data Center, Cloud Computing, รถยนต์ไฟฟ้า, สมาร์ตโฟน, หุ่นยนต์, ระบบป้องกันประเทศ หรือแม้แต่การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ล้วนต้องพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญทั้งสิ้น
การที่บริษัทเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากก้าวขึ้นมามีมูลค่าตลาดระดับหลายแสนล้านจนถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ จึงไม่ใช่เพียงภาพสะท้อนของกระแสเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดทุนทั่วโลกกำลังให้มูลค่ากับ “โครงสร้างพื้นฐานของอนาคต” มากขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร้อนแรงเกินไปหรือไม่” แต่คือ “โลกอนาคตจะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างไร หากไม่มีชิปเป็นรากฐาน” เพราะในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของมนุษย์ เปลี่ยนการแข่งขันของธุรกิจ และเปลี่ยนสมดุลอำนาจของประเทศมหาอำนาจ เซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงหุ้นกลุ่มหนึ่งในตลาดอีกต่อไป แต่อาจกำลังกลายเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง
ที่มา : Financial Times, Bloomberg