
ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือหุ้นกลุ่ม Biotech (Nasdaq Biotechnology Index) ได้ปรับตัวขึ้นมาราว 32% เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมาซึ่งปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ มูลค่าการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรม Biotech ต่างๆ กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง แม้ว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้น Biotech ในครั้งนี้ ไม่ได้มีสาเหตุจากโรคระบาดอย่างเช่น COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในปี 2020 แต่กลับมาจากปัจจัยหนุนต่างๆ อย่างภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั้งจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลงมาโดยตลอด ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงน้อยกว่าที่คาดเอาไว้ และอีกประเด็นสำคัญ นั่นคือ ภาพรวมอุตสาหกรรมยาที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและวัฏจักรธุรกิจที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน
บริษัทยาขนาดใหญ่กำลังเผชิญภาวะ “หน้าผาสิทธิบัตร”
การเร่งตัวของความต้องการควบรวมกิจการโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Biotech เมื่อปี 2025 โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ต่ออุตสาหกรรมยาในสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างเป็นใจ เช่น บริษัทยาหลายรายได้บรรลุข้อตกลงต่างๆ กับรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคายาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น และยังได้ตกลงว่าจะมีการลงทุนสร้างฐานการผลิตยาในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้ายา ,วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่เอื้อต่อกิจกรรมการควบรวมกิจการ รวมไปถึงผลการทดลองยาในระยะต่างๆ ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หุ้นในกลุ่มสามารถปรับตัวขึ้นมาได้โดดเด่นเช่นกัน
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้มีข้อตกลงการควบรวมกิจการต่างๆ เกิดขึ้นในปี 2025 นั่นคือบริษัทยาหลายๆ แห่งต่างกำลังเผชิญภาวะ “หน้าผาสิทธิบัตร” หรือ Patent Cliff ซึ่งเป็นเหตุการณ์เมื่อสิทธิบัตรของยากำลังจะหมดอายุลงทำให้บริษัทอื่นๆ สามารถผลิตยาเลียนแบบและวางจำหน่ายตามท้องตลาดได้ในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การปรับตัวลงของทั้งรายได้และกำไร ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่เคยทำกำไรได้สูงกับยาเหล่านั้น
อ้างอิงจากข้อมูลที่รวบรวมโดย CNBC ระบุว่า ภายในปี 2032 มูลค่ายาชั้นนำที่สิทธิบัตรจะหมดอายุทั้งหมดจะคิดเป็นอย่างน้อย $173.9 billion ของยอดขายแต่ละปี นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางรายยังได้ประเมินว่าหากรวมยาขนาดเล็กอื่นๆ เข้าไปด้วยอาจมีมูลค่าสูงสุดราว $200 billion – $350 billion ซึ่งตัวอย่างยาสำคัญที่สิทธิบัตรกำลังจะหมดอายุมียาชื่อดังหลายตัว ได้แก่ Keytruda ยารักษามะเร็งที่ขายดีที่สุดในโลกของ Merck ยารักษาเบาหวานเรือธงอย่าง Ozempic ของ Novo Nordisk รวมไปถึงยาป้องกันลิ่มเลือด Eliquis ของ Bristol Myers Squibb อีกด้วย
การควบรวมและการเข้าซื้อกิจการในช่วงที่ผ่านมาและความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ

ในปี 2025 ได้เกิดการควบรวมและเข้าซื้อหลายดีล แต่สำหรับดีลที่เรียกว่าเป็นดีลที่น่าสนใจมากที่สุดคงไม่พ้นการแย่งชิง Metsera ผู้ผลิตยาลดน้ำหนัก ซึ่งบริษัทกำลังอยู่ระหว่างยารักษาเบาหวาน 2 รายการ ซึ่ง Metsera เป็นที่จับตามองของ 2 บริษัทยาขนาดใหญ่อย่าง Pfizer และ Novo Nordisk ก่อนที่ผลสุดท้าย Pfizer เป็นผู้ชนะในดีลครั้งนี้ด้วยมูลค่าข้อตกลงเข้าซื้อกิจการที่สูงถึง $10 billion
ขณะเดียวกัน Novartis บริษัทยาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Avidity Biosciences บริษัทอเมริกันที่กำลังพัฒนาการรักษาโรคกล้ามเนื้อผิดปกติที่หายากด้วยมูลค่าทั้งสิ้น $12 billion ซึ่งนอกจากเป็นการขยายความสามารถในการผลิตยารักษาโรคหายากและขยายการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ แล้ว ยังเป็นการรับมือกับภาวะหน้าผาสิทธิบัตรของบริษัทเองที่สิทธิบัตรของยาหลายรายการกำลังจะหมดอายุ
นอกจากนี้ Merck เองก็เป็นอีกบริษัทที่กำลังสุ่มเสี่ยงเจอภาวะหน้าผาสิทธิบัตรเองเนื่องจากสิทธิบัตรยาหลายรายการก็คาดว่าจะหมดอายุภายในปี 2028 นี้ ส่งผลให้บริษัทได้ควักเงินจำนวน $10 billion ออกมาเพื่อซื้อกิจการ Verona Pharma ที่ค้นคว้าวิจัยยารักษาโรคระบบทางหายใจเรื้อรังแบบใหม่เพื่อเพิ่มพอร์ตโฟลิโอยาของบริษัท
หลายฝ่ายมองว่ากระแสการควบรวมเข้าซื้อกิจการจะยังคงอยู่ต่อในปี 2026
หลายฝ่ายยังมองว่าการควบรวมเข้าซื้อกิจการจะยังคงอยู่ต่อในปี 2026 โดยนักวิเคราะห์จาก PitchBook และ HSBC ได้มองไปในทิศทางเดียวให้เหตุผลว่าความไม่แน่นอนของนโยบายด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ที่ถูกคลี่คลายลงทั้งในด้านราคายาและการย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ การลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะยังคงเป็นปัจจัยเอื้อต่อภาพรวมอยู่
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่บริษัทยาต่างๆ อาจจำเป็นต้องลดราคายาที่ขายดีที่สุดบางรายการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย Inflation Reduction Act ในปี 2026 เพื่อให้ยาบางรายการสามารถเข้าถึงโครงการประกันสุขภาพภาครัฐทั้ง Medicare และ Medicaid รวมถึงการแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหลังจากแนวทางปฏิบัติใหม่ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ที่อนุญาตให้มีความใกล้เคียงกับต้นแบบสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่รวดเร็วและตรงจุดที่สุดคงหนีไม่พ้นการควบรวมกิจการเพื่อหาตัวยาใหม่มาทำตลาด ซึ่งจะช่วยชดเชยส่วนต่างกำไรที่มีแนวโน้มปรับลดลง
ภาพรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การควบรวมและเข้าซื้อกิจการไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่กำลังเผชิญกับ “หน้าผาสิทธิบัตร” ที่คาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อรายได้ของหลายๆ บริษัทอย่างมหาศาล รวมถึงการเติบโตในระยะยาวของบริษัทเหล่านี้อีกด้วย
นอกจากความเสี่ยงจากหน้าผาสิทธิบัตรที่กำลังใกล้เข้ามา ข้อจำกัดทางกฎหมายต่ออุตสาหกรรมยา และทิศทางดอกเบี้ยขาลงในปัจจุบันจะยังคงทำให้กิจกรรมการเข้าซื้อกิจการกลุ่ม Biotech จะยังคงคึกคักต่อไปในปี 2026 อีกด้วย
ที่มา : CNBC, Reuters