เจาะเทรนด์ Big Pharma เลิกทุ่มเงินก้อนโต หันมาซื้อบริษัทเล็ก ดันวงการ Biotech เฟื่องฟู

ในโลกของอุตสาหกรรมการแพทย์และยา มีผู้เล่นหลักอยู่สองกลุ่มที่ทำงานขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน กลุ่มแรกคือ Big Pharma บริษัทยาข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาล มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วโลก แต่โครงสร้างที่ใหญ่โตมักทำให้การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ทำได้ช้า กลุ่มที่สองคือ Biotech บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่เปรียบเสมือนเรือเร็วที่คล่องตัว เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิที่กล้าเสี่ยงคิดค้นตัวยาใหม่ๆ แต่พวกเขามักขาดเงินทุนในการผลักดันยาเหล่านั้นให้ไปถึงมือผู้บริโภคในระดับโลก วัฏจักรของอุตสาหกรรมนี้จึงเรียบง่ายโดย Biotech เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม ส่วน Big Pharma เป็นผู้ใช้เงินทุนมหาศาลเข้ากว้านซื้อกิจการ (M&A) เพื่อนำยานั้นไปทำกำไรต่อ

ในอดีต ภาพที่เราคุ้นชินคือการที่ Big Pharma ยอมทุ่มเงินระดับหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อซื้อบริษัท Biotech เพียงแห่งเดียวแบบยอมจ่ายไม่อั้น แต่ทว่าในปีนี้ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว ยักษ์ใหญ่เริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังในการใช้เงินและพร้อมจะล้มโต๊ะเจรจาหากถูกโก่งราคา คำถามคือ การที่บริษัทยักษ์ใหญ่จ่ายเงินน้อยลง ทำไมถึงกลายมาเป็น “ข่าวดีระดับมาสเตอร์พีซ” สำหรับวงการ Biotech ไปได้?

จากยุค “ทุ่มสุดตัวสู่ยุค “กระจายความเสี่ยง
ฝันร้ายของ Big Pharma ที่เรียกว่า “หน้าผาสิทธิบัตร” (Patent Cliff)

เพื่อจะเข้าใจว่าทำไม Big Pharma ถึงต้องไล่ซื้อกิจการ เราต้องเข้าใจกฎเหล็กของวงการยาก่อน ซึ่งยาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่จะได้รับ “สิทธิบัตร” คุ้มครองไม่ให้ใครก๊อปปี้ได้เป็นเวลาหลายปี ซึ่งช่วงเวลานี้คือนาทีทองในการกอบโกยรายได้มหาศาล (ยาเหล่านี้ถูกเรียกว่าระดับ “บล็อกบัสเตอร์”) แต่สิทธิบัตรนั้นมีวันหมดอายุ เมื่อใดที่สิทธิบัตรหมดลง คู่แข่งสามารถผลิต “ยาชื่อสามัญ” (Generic drugs) ที่มีตัวยาเดียวกันแต่ราคาถูกกว่ามากออกมาแข่งได้ทันที ส่งผลให้รายได้ของ Big Pharma จะดิ่งหัวลงเหวในชั่วข้ามคืนปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “หน้าผาสิทธิบัตร”

เพื่ออุดรอยรั่วของรายได้ที่หายไป Big Pharma จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปกว้านซื้อบริษัท Biotech ที่มียาตัวใหม่เตรียมออกสู่ตลาด เพื่อนำมาเป็นรายได้ทดแทน

บทเรียนจากอดีต: เมื่อดีลยักษ์ (Megadeals) ไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเสมอไป

เมื่อต้องรีบหารายได้มาทดแทน บริษัทยาจึงมักหน้ามืดตามัวทุ่มเงินมหาศาลเกิดเป็น “ดีลยักษ์ใหญ่” ขึ้นมา หากย้อนไปในปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่วงการนี้ทุบสถิติการควบรวมกิจการ เราได้เห็นดีลประวัติศาสตร์อย่าง:

  • บริษัท AbbVie ทุ่มเงิน $63 billion เข้าซื้อกิจการ Allergan
  • บริษัท Bristol-Myers Squibb ทุ่มเงิน $74 billion เพื่อครอบครอง Celgene
  • และเมื่อไม่นานมานี้ในปี 2023 Pfizer ก็เพิ่งจ่ายเงิน $43 billion เพื่อซื้อบริษัท Biotech ด้านยารักษามะเร็งอย่าง Seagen

แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด บริษัทอย่าง Bristol Myers และ Pfizer ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในดีลระดับยักษ์ กลับทำผลงานในตลาดหุ้นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมโดยรวม และยังคงต้องดิ้นรนกับผลกำไรที่ไม่ได้เติบโตตามเป้าหมาย การซื้อของชิ้นใหญ่ในราคาแพงลิ่ว พิสูจน์แล้วว่าอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

การปรับตัว: กำเนิดเทรนด์ “Bolt-ons” ช้อปปิ้งชิ้นเล็กแต่ได้หลายชิ้น

เมื่อเจ็บแล้วจำ Big Pharma ในปีนี้จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ พวกเขาเลิกทุ่มเงินก้อนโตไปกับตะกร้าเพียงใบเดียว แต่หันมาใช้วิธีการที่เรียกว่า “Bolt-ons” หรือการเข้าซื้อกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กแทน โดยดีลเหล่านี้มักจะมีมูลค่าอยู่ในระดับ $1 – $4 billion

การกำหนดราคาอย่างมีวินัยนี้ ทำให้ผู้ซื้อพร้อมที่จะ “เดินหนี” ทันทีหากบริษัท Biotech พยายามโก่งราคามากเกินไป พวกเขาเลือกที่จะนำเงินไปกระจายซื้อบริษัทเล็กๆ หลายๆ บริษัท เพื่อกระจายความเสี่ยงแทน

ทำไมการซื้อบริษัทด้วยดีลขนาดเล็กจึงเป็นข่าวดีของวงการ Biotech?

หากมองเผินๆ การที่ผู้ซื้อจ่ายเงินน้อยลงน่าจะเป็นผลเสีย แต่ในความเป็นจริง นี่คือปรากฏการณ์ที่ทำให้ระบบนิเวศของ Biotech เฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะโอกาสที่เปิดกว้างขึ้นนั่นเอง โดยแทนที่เงินทุนจะไปกระจุกตัวอยู่กับบริษัท Biotech ระดับท็อปเพียงบริษัทเดียว เม็ดเงินเหล่านั้นถูกนำมากระจายซื้อบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้บริษัท Biotech แจ้งเกิดได้มากขึ้น นอกจากนี้เงินทุนหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก็เร็วขึ้น เมื่อมีการซื้อขายกิจการบ่อยขึ้น (แม้จะขนาดเล็กลง) กลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุนใน Biotech ก็สามารถทำกำไรและถอนทุนออกมาได้เร็วขึ้น เพื่อนำเงินก้อนนั้นกลับไปลงทุนเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ Biotech หน้าใหม่รายอื่นๆ ต่อไป

ผลลัพธ์ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนที่สุดคือตัวเลขในตลาดหุ้น กองทุนที่เป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่ม Biotech อย่าง SPDR S&P Biotech ETF สามารถทำผลงานปรับตัวบวกขึ้นได้ประมาณ 12% ในปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 เม.ย. 2026) โดดเด่นกว่าดัชนีภาพรวมอย่าง S&P 500 ที่ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง “ความใจเย็นของบริษัท Merck

ไม่มีตัวอย่างไหนจะอธิบายสถานการณ์นี้ได้ดีไปกว่าสิ่งที่บริษัท Merck กำลังเผชิญ โดย Merck มียาที่เป็นเสมือนห่านทองคำชื่อว่า Keytruda (ยารักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด) ยาตัวนี้ทรงพลังมากจนทำรายได้ให้บริษัทไปถึงเกือบ $32 billion ในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งบริษัท แต่ระเบิดเวลาที่ชื่อว่า “หน้าผาสิทธิบัตร” กำลังนับถอยหลัง เพราะสิทธิบัตรของ Keytruda กำลังจะหมดอายุลงในปี 2028 นั่นแปลว่า Merck มีเวลาอีกไม่นานในการหาตัวตายตัวแทน ด้วยแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ ใครๆ ก็คิดว่า Merck คงยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อซื้อบริษัทใหม่ๆ แน่นอน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Merck ได้เข้าไปเจรจาซื้อกิจการ Revolution Medicines บริษัท Biotech ด้านมะเร็งที่ประเมินกันว่าอาจมีมูลค่าสูงถึงราว $30 billion แต่ปรากฏว่า เมื่อ Revolution Medicines เรียกราคาที่สูงเกินไป Merck เลือกที่จะใจเย็นและ “เดินหนี” ออกจากการเจรจาทันที นอกจากนี้ ยังมีรายงานก่อนหน้านี้ด้วยว่า Merck เคยเกือบจะซื้อ Seagen แต่ก็ตัดสินใจถอนตัวเพราะราคาไม่สมเหตุสมผล ก่อนที่ Pfizer จะเข้ามารับช่วงต่อในการซื้อกิจการไป ซึ่งนี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า แม้ Big Pharma จะ “หิว” นวัตกรรมแค่ไหน แต่พวกเขาจะไม่ยอมถูกเอาเปรียบเรื่องราคาอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ Big Pharma จากสายเปย์ที่พร้อมเซ็นเช็คเปล่า มาสู่นักลงทุนที่ประเมินมูลค่าตามความเป็นจริง ถือเป็นการจัดระเบียบอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ แม้ขนาดของเม็ดเงินต่อหนึ่งดีลจะเล็กลง แต่ความถี่ในการทำธุรกรรมกลับสูงขึ้น การกระจายความเสี่ยงด้วยการเข้าซื้อกิจการแบบย่อยๆ (Bolt-ons) ช่วยให้บริษัทยาสามารถทดลองยาใหม่ๆ ได้หลากหลายแนวทางมากขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงระดับบริษัทล้มละลายในขณะเดียวกัน บริษัท Biotech ก็ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ เพราะเป้าหมายของการตั้งบริษัทไม่ต้องรอให้ถึงจุดที่มีมูลค่าเป็นแสนล้านถึงจะขายได้อีกต่อไป ความฝันของนักวิจัยและนักลงทุนจับต้องได้ง่ายขึ้น นวัตกรรมถูกนำไปต่อยอดได้ไวขึ้น และเงินทุนก็กระจายหล่อเลี้ยงคนทั้งวงการ ไม่ใช่แค่กระจุกตัวอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว และตราบใดที่บริษัทยายังคงกระหายที่จะพัฒนานวัตกรรมยาใหม่ๆ และราคาของบริษัท Biotech ยังอยู่ในจุดที่สมเหตุสมผล เราจะยังคงได้เห็นการจับมือกันที่ช่วยผลักดันทั้งราคาหุ้นและนวัตกรรมทางการแพทย์ให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนในช่วงเวลาต่อจากนี้

ที่มา : Bloomberg, CNBC

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก