
ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของสถาบันการเงินรายใหญ่ในสหรัฐฯ เริ่มประกาศออกมาในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งภาพรวมออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดยหลายบริษัทยังสามารถสร้างสถิติรายได้และกำไรในระดับสูง จากการเติบโตของธุรกิจหลายด้าน ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาสภาพแวดล้อมการลงทุนและทิศทางของเศรษฐกิจจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตในรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่การเติบโตนั้นกระจายตัวในหลายธุรกิจพร้อมกัน ทั้งธุรกิจซื้อขายหุ้น ธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงิน (Investment Banking) และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) รวมถึงธุรกิจสินเชื่อและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนว่าทั้งกิจกรรมในตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจริงยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกผลประกอบการของสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อวิเคราะห์ว่าธุรกิจใดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในไตรมาสล่าสุด และผลประกอบการเหล่านี้กำลังสะท้อนอะไรเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ การลงทุน และกำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า
Goldman Sachs: ผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นตัวของตลาดทุน
ในบรรดาสถาบันการเงินที่รายงานผลประกอบการออกมา Goldman Sachs ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นที่สุด โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 39% YoY สู่ $20.34 billion ขณะที่กำไรสุทธิเติบโต 78% YoY สู่ $6.63 billion ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่รายงานงบออกมาแล้ว
ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดเกิดขึ้นพร้อมกับการฟื้นตัวของกิจกรรมในตลาดทุน โดยรายได้จากธุรกิจซื้อขายหุ้น เพิ่มขึ้น 72% YoY ขณะที่รายได้จากธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงินเติบโต 55% YoY จากปริมาณการระดมทุนและธุรกรรมควบรวมกิจการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจ Asset & Wealth Management ยังเติบโต 20% YoY ตามมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่ขยายตัวต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตของ Goldman Sachs ไม่ได้สะท้อนเพียงความแข็งแกร่งของบริษัทเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ทั้งในด้านการระดมทุน การทำธุรกรรมเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ และความต้องการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง
JPMorgan Chase: ภาพสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง
หาก Goldman Sachs เป็นตัวแทนของการฟื้นตัวในตลาดทุน ผลประกอบการของ JPMorgan Chase ก็คือภาพสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวม เนื่องจากการเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในธุรกิจตลาดทุน ธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อผู้บริโภค และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
โดย JPMorgan รายงานรายได้รวม ที่ $58.0 billion เพิ่มขึ้น 27% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ $21.2 billion ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของธนาคาร โดยทุกกลุ่มธุรกิจสามารถสร้างรายได้สูงสุดใหม่ในไตรมาสนี้
ในฝั่งตลาดทุน รายได้จากธุรกิจซื้อขายหุ้นเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยพุ่งขึ้นสูงถึง 86% YoY สู่ $6.0 billion และรายได้จากธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงิน เพิ่มขึ้น 30% YoY สู่ $3.3 billion ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 สะท้อนว่ากิจกรรมการระดมทุนและการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจกลับมาขยายตัวอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก (Consumer & Community Banking) เพิ่มขึ้น 8% YoY ส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่นคั่งและจัดการสินทรัพย์ (Asset Wealth Management) เติบโต 19% YoY สู่ $6.9 billion โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มขึ้นสู่ $5.1 trillion ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ยังเพิ่มขึ้น 10% YoY สู่ $25.6 billion
ผลประกอบการของ JPMorgan จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
Citigroup: การปรับโครงสร้างองค์กรเริ่มส่งผลดีสะท้อนผ่านผลประกอบการ
Citigroup รายงานรายได้รวม $24.8 billion เพิ่มขึ้น 14% YoY ขณะที่กำไรสุทธิเติบโต 45% YoY สู่ $5.8 billion ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้
การเติบโตเกิดขึ้นในหลายสายธุรกิจพร้อมกัน โดยรายได้จากธุรกิจด้านสินเชื่อและบริการทางการเงิน เพิ่มขึ้น 34% YoY ขณะที่รายได้จากธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงิน เติบโต 44% YoY และรายได้จากธุรกิจซื้อขายหุ้น เพิ่มขึ้น 45% YoY สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมในตลาดทุนเช่นเดียวกับที่เห็นจากผลประกอบการของ Goldman Sachs และ JPMorgan
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Citigroup คือธุรกิจบริการจัดการเงินและดูแลสินทรัพย์สำหรับองค์กร ซึ่งสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสนี้ โดยรายได้เพิ่มขึ้น 18% YoY ขณะที่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ยังคงเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าสถาบันและลูกค้าความมั่งคั่งสูงของธนาคาร
ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนว่า การลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กรและยกระดับธุรกิจหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อความสามารถในการทำกำไรของ Citigroup มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า ความต้องการใช้บริการทางการเงินของภาคธุรกิจและนักลงทุนยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนในหลายด้านก็ตาม
Bank of America: สะท้อนความแข็งแกร่งของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
Bank of America รายงานรายได้รวม $31.56 billion เพิ่มขึ้น 15% YoY ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27% YoY สู่ $9.1 billion โดยการเติบโตเกิดขึ้นทั้งในธุรกิจตลาดทุนและธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจและผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
รายได้จากธุรกิจซื้อขายหุ้น เพิ่มขึ้น 70% YoY ขณะที่รายได้จากธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงิน เพิ่มขึ้น 50% YoY สอดคล้องกับแนวโน้มที่เห็นจากธนาคารรายใหญ่อื่น ๆ อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan นอกจากนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ยังเติบโต 9% YoY สู่ $16.2 billion จากการเติบโตของสินเชื่อและเงินฝากในระบบ
ผลประกอบการของ Bank of America จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนยังคงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง
Morgan Stanley: เติบโตแกร่งทั้งตลาดทุนและบริหารความมั่งคั่ง
Morgan Stanley รายงานรายได้รวมไตรมาส 2/2026 ที่ $21.35 billion เติบโต 27% YoY และกำไรต่อหุ้นที่ $3.46 สูงกว่าคาดการณ์ที่ $2.94 อย่างชัดเจน
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มลูกค้าสถาบันที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ $11 billion โดยธุรกิจซื้อขายหุ้น โตถึง 69% YoY แตะ $6.3 billion ควบคู่กับการฟื้นตัวของวาณิชธนกิจ นอกจากนี้ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ยังดึงเม็ดเงินใหม่สุทธิได้ถึง $148 billion ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การดูแล ทะลุเป้าหมาย $10 trillion เป็นครั้งแรก
ผลประกอบการนี้สะท้อนถึงจุดแข็งของโมเดลธุรกิจที่กระจายความเสี่ยงได้ดี ทั้งจากการฟื้นตัวของกิจกรรมในตลาดทุนและฐานรายได้ประจำที่มั่นคงจากกลุ่มลูกค้ารายได้สูง
BlackRock: ภาพสะท้อนสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
BlackRock รายงานกำไรต่อหุ้นที่ $13.91 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ $12.59 พร้อมทำอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 45.9% ซึ่งสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี
สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทำสถิติใหม่ที่ $15.34 trillion โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง $192 billion หนุนจากกองทุน iShares ETF ซึ่งกระจายเข้าสู่ตราสารทุน $71.6 billion ตราสารหนี้ $92 billion และสินทรัพย์นอกตลาด (Private Markets) อีก $15.4 billion
กระแสเงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้า BlackRock ตอกย้ำว่าสภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูง และนักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาดทุน
จากผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ข้างต้น คงพอจะแสดงให้เห็นว่าตัวเลขที่ออกมาฉายภาพ “สัญญาณฟื้นตัวและความแข็งแกร่ง” มากกว่าจะเป็นการเตือนภัยเศรษฐกิจ
โดยความแข็งแกร่งในรอบนี้สะท้อนผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในทุกมิติ ตั้งแต่การใช้จ่ายของผู้บริโภคและยอดสินเชื่อที่ยังเติบโตได้ดีในภาคเศรษฐกิจจริง ไปจนถึงความคึกคักในฝั่งตลาดทุนที่เห็นได้ชัดจากการกลับมาทำธุรกรรมควบรวมกิจการและการระดมทุนของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของสถาบันการเงินที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า สภาพคล่องในระบบและการจับจ่ายเพื่อการลงทุนยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินจะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า แต่นักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยท้าทายอย่างทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบต่อไป
ที่มา : Company Data, Bloomberg