Fed ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หุ้นกลุ่มไหนจะได้ไปต่อ

นับตั้งแต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงขึ้น ตลาดต่างก็เฝ้าจับตาทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ล่าสุดผลการประชุม FOMC เดือนก.ย. ก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เมื่อ Fed ตัดสินใจกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง

ผลการประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณว่าภาวะดอกเบี้ยสูงอาจอยู่กับตลาดนานกว่าที่เคยคาดไว้ ทำให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินอีกครั้งว่า ในสภาวะที่ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หุ้นกลุ่มไหนที่จะเป็นผู้รอดและสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และยังเปิดทางสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยต่อ

คณะกรรมการ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75%–4.00% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 สะท้อนว่า Fed กลับมาให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น หลังแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ Dot Plot ชุดใหม่เผยตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2026 ขึ้นมาที่ระดับ 4.1% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดือนมิถุนายนที่ 3.8% สะท้อนว่ากรรมการส่วนใหญ่ยังมองว่าดอกเบี้ยอาจต้องปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี และอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปถึงปี 2027

ดังนั้น สิ่งที่ตลาดได้รับจากการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่เป็นการยืนยันว่า Fed พร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลงตามที่ต้องการ

เงินเฟ้อยังสูง แต่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง ทำให้ Fed มีพื้นที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Fed สามารถกลับมาขึ้นดอกเบี้ยได้ มาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง โดย Fed ปรับประมาณการ GDP ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.2% ขณะที่คาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 4.1% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 4.3%

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อยังคงเป็นโจทย์สำคัญ โดย Fed ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไป (PCE) ปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 3.7% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) สู่ระดับ 3.4% ก่อนที่จะทยอยชะลอลงในปี 2027 และกลับเข้าสู่เป้าหมายระดับ 2% ในปี 2029 สะท้อนว่ากระบวนการนำเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายอาจใช้เวลานานกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้

ด้าน Kevin Warsh ประธาน Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศ ตลาดแรงงาน และการลงทุนยังมีความแข็งแกร่ง ทำให้ Fed สามารถให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะนี้

Bond Yield พุ่ง ตลาดกลับมากังวล Higher for Longer

หลังผลการประชุม ตลาดการเงินตอบรับในเชิงลบ เนื่องจากนักลงทุนต้องปรับความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยใหม่ โดย Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงิน ปรับขึ้นสู่บริเวณ 4.7% ขณะที่ Bond Yield อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5% สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น

แม้ในทางทฤษฎี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักเผชิญแรงขายหลังการประชุม Fed จากความกังวลเรื่องต้นทุนทางการเงินและ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้น

แต่ในความเป็นจริง การตอบรับของตลาดหลังการประชุมรอบนี้กลับเป็นเพียงการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) มากกว่าการตื่นตระหนกเทขาย โดยดัชนีหลักส่วนใหญ่ขยับลงเพียงเล็กน้อย และยังมีหุ้นบางกลุ่มที่สามารถปิดบวกสวนทางตลาดขึ้นมาได้ นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) กลุ่มการแพทย์ (Healthcare) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนเลือกที่จะโยกเงินเข้าหาหุ้นคุณภาพที่มีงบดุลแข็งแกร่งและปลอดภัยในระยะยาว

ราคาน้ำมันยังสูง เพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะลดลงช้า

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Fed ต้องระมัดระวังคือราคาพลังงาน แม้ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับลดลงประมาณ 3% มาอยู่บริเวณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเพิ่มการส่งมอบน้ำมันให้กับประเทศในเอเชีย แต่ระดับราคาน้ำมันที่ยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถือว่ายังอยู่ในระดับสูง

หากราคาพลังงานทรงตัวสูงเป็นเวลานาน ต้นทุนดังกล่าวอาจส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง การผลิต และราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงได้ยากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป

โดยความผันผวนของราคาพลังงาน จะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปี

ดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น แล้วหุ้นกลุ่มไหน “รอด”?

แม้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโดยรวม แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกกลุ่มจะได้รับผลกระทบเหมือนกัน การเคลื่อนไหวของตลาดหลังผลการประชุมรอบล่าสุดที่กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการแพทย์ และกลุ่มสาธารณูปโภค ปรับตัวได้ดีกว่าภาพรวมของตลาด อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการเลือกลงทุนในระยะข้างหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้าในสภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีข้อได้เปรียบที่สำคัญจากโครงสร้างทางการเงินที่เปลี่ยนไปจากในอดีต เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนสูง มีหนี้สินต่ำ และมีเงินสดสะสมในมือจำนวนมาก ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินใหม่ที่มีต้นทุนสูง ท่ามกลางกระแสการลงทุนในนวัตกรรมที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน กลุ่ม Healthcare มีแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัวที่น่าจับตา ทั้งจากความคืบหน้าในการทยอยอนุมัติยาตัวใหม่ รวมถึงกระแสการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับภาวะสิทธิบัตรยาเดิมที่กำลังทยอยหมดอายุ (Patent Cliff) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าซื้อธุรกิจหรือร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคเพื่อเติมเต็มสายผลิตภัณฑ์และสร้างการเติบโตระลอกใหม่

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงของ Fed ยังหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งแม้ในภาพรวมจะสร้างแรงกดดันและเพิ่มความผันผวนด้านกระแสเงินทุนต่อกลุ่มตลาดเกิดใหม่ แต่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน (Emerging Markets ex-China) ยังคงมีความน่าสนใจในแง่ของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดที่มีการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศอย่างแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก รวมถึง ภูมิภาคดังกล่าวยังถือว่าเป็นโรงงานผลิตชิปให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ให้แก่ทั้งโลกอีกด้วย 

การเลือกลงทุนหลังจากนี้จึงต้องเน้นคุณภาพเป็นหลัก ประเด็นสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหมด แต่เป็นการคัดเลือกบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ชัดเจน และมีความสามารถในการเติบโตได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินที่มีต้นทุนสูงขึ้น

ตลาดหลังจากนี้ยังมีโอกาสผันผวน

ในระยะต่อจากนี้ ตลาดจะจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน เพื่อประเมินว่า Fed จำเป็นต้องขยับดอกเบี้ยต่ออีกมากน้อยเพียงใด ซึ่งปัจจุบันตลาดเริ่มปรับตัวรับโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้งในปี 2026 นี้ สอดคล้องกับแนวโน้มที่ปรากฏใน Dot Plot ชุดล่าสุด

หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง Bond Yield ก็มีโอกาสทรงตัวในระดับสูง และอาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นที่มี Valuation สูงหรือมีภาระหนี้มากต่อไป

ในทางกลับกัน หากราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลง เงินเฟ้อชะลอลงชัดเจน หรือเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็อาจลดลงได้ ความผันผวนของตลาดในช่วงหลังจากนี้จึงมีแนวโน้มขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในแต่ละช่วง (Data-dependent) มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ

โดยสรุปแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed รอบนี้ ไม่ได้ปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพียงแต่เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่การคัดสรรสินทรัพย์มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ Bond Yield อยู่ในระดับสูงและตลาดยังมีโอกาสผันผวน หุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี รวมถึงบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยและราคาพลังงาน จึงมีโอกาสรับมือกับภาวะดังกล่าวได้ดีกว่า

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวม ในสภาวะตลาดเช่นนี้นักลงทุนควรเน้นคัดเลือกกองทุนที่มีนโยบายเน้นสินทรัพย์คุณภาพสูง ควบคู่กับการถือครองสภาพคล่องบางส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสลงทุนหากตลาดมีการปรับฐาน

Source : Federal Reserve, Bloomberg

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TISCO Contact Center 0 2633 6000 กด 4 , 0 2080 6000 กด 4
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น มิให้นำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือโดยทางอื่นใด ทิสโก้ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ผู้เดียว

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก