
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองโลกและการกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งของปธน. Donald Trump เมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงและสร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินทั่วโลก คือทฤษฎีที่ว่านักลงทุนต่างชาติกำลังจะร่วมกันเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่ากระแส “Sell America” ภาพจำที่หลายคนกลัวคือการดึงเงินทุนมหาศาลกลับประเทศ ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่เป็นเสาหลักของโลก
ความกังวลนี้มีที่มาที่ไปที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีที่พร้อมจะพลิกโฉมการค้าโลก หรือแม้แต่ท่าทีของทำเนียบขาวที่ออกมาข่มขู่ถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ลดความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อเรากางตัวเลขสถิติและข้อมูลการลงทุนที่แท้จริงออกมาดู กลับพบว่าภาพที่เกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างจากกระแส ‘Sell America’ อย่างสิ้นเชิง
นักลงทุนไม่ได้กำลังวิ่งหนีออกจากสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงพุ่งทะยานและดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการที่พวกเขารับมือกับความเสี่ยง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เรียกว่าการเทขาย แต่คือการจัดพอร์ตอย่างชาญฉลาดที่เรียกว่า “Hedge America” หรือการลงทุนไปพร้อมๆ กับการป้องกันความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเม็ดเงิน $36 trillion ที่ต่างชาติลงทุนในหุ้นและพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2025 ยังดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้
กระแส “Sell America” มักถูกเชื่อมโยงกับความกังวลว่าเงินทุนจะไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ตัวเลขการลงทุนควรสะท้อนความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์กลับแสดงภาพที่ตรงข้าม โดยยอดการซื้อหุ้นสหรัฐฯ สุทธิจากนักลงทุนต่างชาติในปี 2025 เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจนแตะระดับ $720.1 billion เพิ่มขึ้น 134% จาก $307.5 billion ในปี 2024 แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับกำแพงภาษีและนโยบายที่เข้มงวดของประธานาธิบดี Trump กดดันบรรยากาศของตลาดก็ตาม
จากสถิติดังกล่าวสามารถตีความได้ว่า “การขายทิ้งอเมริกา” อาจเป็นประเด็นที่ถูกขยายเกินจริง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตลาดหุ้น ซึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากความสนใจในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติคงการลงทุนและเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะสร้างความผันผวนเป็นระยะ แต่ความคาดหวังว่าการเติบโตของ AI จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจและสร้างผลกำไรในระดับสูงได้ในอนาคตได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ลดทอนผลกระทบจากความกังวลเหล่านั้นในวงกว้าง
ใครซื้อ ใครขาย : เผยโฉมผู้เล่นหลักในปี 2025
เมื่อพิจารณาภาพรวมการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2025 ข้อมูลจาก Bloomberg News สะท้อนให้เห็นการเคลื่อนไหวของผู้เล่นระดับโลกที่โดดเด่นอย่างมาก โดยนอร์เวย์กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดด้วยยอดซื้อสุทธิ $81.8 billion เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปี 2024 ขณะที่สิงคโปร์ตามมาใกล้เคียงที่ $79 billion และเกาหลีใต้เพิ่มการลงทุนขึ้นเป็น $73.6 billion ซึ่งสูงกว่าปีก่อนถึงเกือบห้าเท่า นอกจากนี้ แคนาดายังเป็นอีกกรณีที่น่าสนใจ เนื่องจากเคยเป็นผู้เทขายสูงสุดในปี 2024 แต่กลับกลายเป็นผู้ซื้อสุทธิ $10.6 billion ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยด้านผลตอบแทนยังคงมีน้ำหนักเหนือปัจจัยทางอารมณ์หรือความไม่พอใจต่อ นโยบายการค้าของ Donald Trump
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศที่ขายหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจนมีเพียงไม่กี่ราย โดยคูเวตเป็นผู้นำด้วยยอดขายสุทธิ $36.5 billion ตามด้วยจีนที่ขายออก $34.1 billion ซึ่งนับเป็นปีที่สามติดต่อกันที่จีนลดสัดส่วนการถือครองหุ้นสหรัฐฯ จึงอาจกล่าวได้ว่าภาพรวมการไหลออกของเงินทุนเกิดขึ้นเพียงบางประเทศเท่านั้น ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากกว่าลดลง
ภายใต้ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความซับซ้อน หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือเหตุใดกองทุนระดับโลกจึงยังไม่ลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ คำตอบหลักคือผลตอบแทนที่หาจากที่อื่นได้ยาก แม้ดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทน 16% ในปีที่ผ่านมา และแม้อาจตามหลัง MSCI World Excluding United States อยู่บ้าง แต่สัดส่วนของบริษัทสหรัฐฯ ในดัชนีโลกยังคงใหญ่จนไม่อาจมองข้ามได้ ความคิดนี้ยังสอดคล้องกับมุมมองของ Nicolai Tangen ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งนอร์เวย์มูลค่า $2.1 trillion ที่ระบุว่าการลดสัดส่วนหุ้น AI ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการปรับพอร์ตออกจากสหรัฐฯ ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติหลายลำดับจากฝ่ายบริหาร และยังเสี่ยงต่อการพลาดโอกาสในกลุ่ม AI ที่อยู่ในช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว
เข้าใจแนวคิด ‘Hedge America’ ทำไมเงินดอลลาร์ ถึงอ่อนค่าท่ามกลางตลาดหุ้นที่ร้อนแรง
แม้เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ค่าเงินดอลลาร์กลับอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และยอดซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ความย้อนแย้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Hedge America” ซึ่งอธิบายพฤติกรรมของนักลงทุนที่ยังต้องการถือหุ้นสหรัฐฯ แต่เริ่มกังวลความเสี่ยงจากการถือครองสกุลเงินดอลลาร์
ในอดีต การถือเงินดอลลาร์มักถูกมองเป็นเกราะป้องกันภัยที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเมื่อเกิดวิกฤตหรือความผันผวนในตลาดหุ้น ค่าเงินดอลลาร์ มักแข็งค่าขึ้นและช่วยชดเชยความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาดอลลาร์ กลับอ่อนค่าลงราว 8% แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ และอัตราดอกเบี้ยยังสูงกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังคงต้องการหุ้นสหรัฐฯ แต่ระมัดระวังความเสี่ยงด้านค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิม
ผลที่ตามมาคือ นักลงทุนจำนวนมากเลือก “ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” ผ่านตลาดอนุพันธ์แทนการขายหุ้นทิ้ง เพราะวิธีนี้ทำได้ง่ายกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม กลไกของการทำ Hedging คือการขายดอลลาร์ ล่วงหน้า ซึ่งยิ่งมีการป้องกันความเสี่ยงมากเท่าไร แรงขายในตลาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเป็นวงจรที่กดดันให้ดอลลาร์ อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากธนาคารกลางเดนมาร์กยืนยันแนวโน้มนี้ โดยระบุว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันชีวิตได้เพิ่มสัดส่วนการ Hedging ค่าเงินดอลลาร์ จาก 61% เป็น 71% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนผ่านที่ต้องจับตา
ในขณะที่ตลาดหุ้นดึงดูดเงินได้มหาศาล แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลับเผชิญกับภาพที่แตกต่าง แม้ยอดการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของต่างชาติจะสูงเป็นประวัติการณ์ที่ $9.4 trillion แต่ “อัตราการซื้อใหม่” กลับชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก $641 billion ในปีก่อนหน้า ลดลงเหลือ $422 billion
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Akademiker Pension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ที่ตัดสินใจเทขาย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่า $100 million อย่างไรก็ตาม Anders Schelde ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนได้ออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่ไม่ใช่การคว่ำบาตรทางการเมือง ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ Donald Trump อยากซื้อเกาะกรีนแลนด์ แต่มันเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจปกติที่เกิดจากความกังวลเรื่อง “การขาดดุลและระดับหนี้ของสหรัฐฯ” ที่เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับ PFA กองทุนเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก ที่ผู้บริหารอย่าง Kasper Ahrndt Lorenzen ก็ทยอยลดสัดส่วน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาหลายปี เพื่อกลับไปลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินของตัวเองที่สมเหตุสมผลกว่า
นอกจากนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่อย่างญี่ปุ่นก็อาจดึงเงินกลับบ้านหากอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น ส่วนทางด้านจีน แม้ตัวเลขทางการจะชี้ว่าการถือครอง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 แต่มีบทวิเคราะห์ประเมินว่า ณ ปัจจุบันจีนอาจยังลงทุนอยู่มากกว่า $1 trillion ผ่านตัวกลางในประเทศอย่างเบลเยียม และธนาคารของรัฐจีนก็ยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแทรกแซงไม่ให้เงินหยวนแข็งค่าเกินไป
ไม่ใช่การหนีสหรัฐฯ แต่เป็นการอยู่ร่วมอย่างชาญฉลาด
บทสรุปของสถานการณ์การเงินโลกในยุคปัจจุบัน สามารถนิยามได้ว่านี่ไม่ใช่ยุคของการ
“Sell America” แต่เป็นยุคของ “Hedge America” อย่างแท้จริง กระแสข่าวเรื่องการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ทิ้งนั้น เป็นเพียงความตื่นตระหนกที่เกินจริงเมื่อเทียบกับหลักฐานเชิงประจักษ์ ยอดการลงทุนกว่า $720.1 billion ในตลาดหุ้นปี 2025 เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า เม็ดเงินของโลกยังคงโหยหาการเติบโตจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีของอเมริกา
แน่นอนว่าความน่าเชื่อถือแบบไร้ข้อกังขาที่สหรัฐฯ เคยมีอาจจะลดน้อยลง สะท้อนให้เห็นจากการที่เงินดอลลาร์ ไม่ใช่เซฟโซนที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป และยอดการซื้อ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลง นักลงทุนสถาบันต่างตื่นตัวและเริ่มปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อกระจายความเสี่ยงและป้องกันผลกระทบจากค่าเงินที่ผันผวน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกของการลงทุนที่ผลลัพธ์วัดกันด้วยตัวเลขและผลตอบแทน สหรัฐฯ ยังเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญที่สุดที่ยากจะปฏิเสธ ดังที่ Anders Schelde ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุน Akademiker Pension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ซึ่งเพิ่งเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ได้กล่าวและสะท้อนความเป็นจริงของวงการการเงินไว้ว่า “เหตุผลเดียวที่มีอยู่คือการมอบเงินบำนาญที่ดีให้กับสมาชิก และไม่อาจเห็นวิธีใดที่จะทำสิ่งนั้นได้โดยไม่ลงทุนในสหรัฐฯ”
ซึ่งตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและสร้างผลกำไรให้โลกได้ โลกก็จะไม่เทขายอเมริกา แต่จะเลือกหาวิธีปกป้องตัวเองและตักตวงผลประโยชน์จากความยิ่งใหญ่นี้ต่อไป
ที่มา : Bloomberg, Financial Times