
ในช่วงต้นปี 2026 เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเงินเฟ้อที่ปรับลดลงได้ช้ากว่าที่คาด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ขณะเดียวกันตลาดแรงงานซึ่งเคยแข็งแกร่งก็เริ่มส่งสัญญาณผันผวน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย ในสถานการณ์เช่นนี้ การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นจังหวะสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายประเมินความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจ และแรงกดดันต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไร รวมถึงประเมินว่าปัจจัยเหล่านี้ควรนำไปสู่ทิศทางการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในระยะถัดไปแบบใด
Fed คงดอกเบี้ย และส่งสัญญาณลดลงช้ากว่าที่คาด
คณะกรรมการ FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5%–3.75% โดยมีเพียง Stephen Miran ที่ลงมติคัดค้านและเสนอให้ลดดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากกังวลต่อสัญญาณชะลอตัวของตลาดแรงงาน ขณะที่ Christopher Waller ซึ่งเคยสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเมื่อต้นปี ได้ปรับจุดยืนมาสนับสนุนการคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นของคณะกรรมการต่อแนวโน้มเศรษฐกิจปัจจุบัน
ด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจาก Dot Plot แสดงให้เห็นว่า Fed คาดจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2026 และอีก 1 ครั้งในปี 2027 แม้การคาดการณ์ดอกเบี้ยปลายปี (ค่ากลาง) จะยังคงอยู่ที่ 3.4% เหมือนเดิม แต่ Jerome Powell เปิดเผยว่ามีกรรมการ 4 – 5 คนที่ปรับมุมมองจากเดิมคาดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง เหลือเพียงครั้งเดียว อีกทั้งยังมีกรรมการถึง 7 จาก 19 คนที่มองว่าอาจไม่มีการลดดอกเบี้ยเลยตลอดปีนี้ สัญญาณทั้งหมดนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่าการลดดอกเบี้ยอาจเกิดช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
เศรษฐกิจยังขยายตัว แต่เงินเฟ้อชะลอลงช้ากว่าคาด
Jerome Powell ประธาน Fed ระบุว่า ความคืบหน้าในการทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่ Fed คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 ทั้งในหมวด PCE และ Core PCE มาอยู่ที่ 2.7% จากเดิมที่ระดับ 2.4% และ 2.5% ตามลำดับ โดยแม้ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อจะถูกปรับสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังสะท้อนภาพการขยายตัวที่มั่นคง โดย Fed ได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 2.4% พร้อมคาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 4.4% ภายในสิ้นปี ซึ่งสะท้อนว่า Fed ยังมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ Powell ยังได้ตัดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อัตราการว่างงานยังอยู่ใกล้ระดับค่าเฉลี่ยระยะยาว ขณะที่เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายเพียงราว 1% นั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ได้อยู่ในภาวะ Stagflation แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม Powell ระบุว่า Fed ยังคงต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังเผชิญความเสี่ยงทั้งจากตลาดแรงงานที่อาจเริ่มชะลอตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น หากได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากราคาพลังงานที่มาจากสงครามที่เกิดขึ้น
ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ในแถลงการณ์หลังการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการ FOMC ได้เพิ่มข้อความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยระบุว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะระดับ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อในระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้จะเป็นความเสี่ยงที่ Fed ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ Powell ชี้ว่าสหรัฐฯ ในฐานะประเทศผู้ส่งออกพลังงาน อาจได้รับผลบวกบางส่วนจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากจะช่วยหนุนผลประกอบการและการลงทุนของภาคพลังงานภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม Powell เน้นว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบโดยรวม ทั้งในด้านขนาดและระยะเวลา เนื่องจากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้จึงยังเป็นหนึ่งในความไม่แน่นอนที่ Fed ต้องติดตามใกล้ชิด โดยต้องเฝ้าระวังควบคู่กับทิศทางเงินเฟ้อและตลาดแรงงานในระยะต่อไป
แรงกดดันทางการเมืองต่อการทำงานของ Fed
การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงนี้ไม่ได้เผชิญเพียงแรงกดดันด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ Jerome Powell ที่ไม่เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งผลักดันชื่อของ Kevin Warsh ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ให้เข้ามารับตำแหน่งประธาน Fed แทนเมื่อ Powell หมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การนำของอัยการ Jeanine Pirro ออกหมายเรียกสอบสวน Powell เกี่ยวกับงบประมาณการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของ Fed แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งยกคำร้อง โดยมองว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้ Fed ลดดอกเบี้ย แต่อัยการยังคงยืนยันเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเสถียรภาพในการบริหารงานของ Fed
ในอีกด้านหนึ่ง วุฒิสมาชิก Thom Tillis ได้ประกาศว่าจะชะลอการรับรอง Kevin Warsh ในชั้นกรรมาธิการจนกว่าคดีของ Powell จะได้ข้อสรุป ขณะที่ Powell เองยืนยันว่าจะไม่ลาออกจนกว่ากระบวนการสอบสวนจะเสร็จสิ้น หากขั้นตอนทางกฎหมายยืดเยื้อ เขาอาจต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการประธาน Fed ไปจนถึงต้นปี 2028 สถานการณ์ทั้งหมดนี้จึงทำให้ความเป็นอิสระของ Fed ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่ผ่านมา
ปฏิกิริยาของตลาดการเงินหลังการประชุม Fed
หลังคำแถลงของ Powell ตลาดการเงินสหรัฐฯ ตอบสนองทันทีในเชิงลบ ดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 600 จุด หรือประมาณ 1.3% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ลดลง 0.9% (ความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2026) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่าการลดดอกเบี้ยอาจเกิดช้ากว่าที่คาด
ด้านตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Fed Funds Futures) ก็แสดงภาพเดียวกัน โดยความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปรับลดลงเหลือน้อยกว่า 60% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาที่ระดับ 4.23% แสดงถึงความกังวลว่าดอกเบี้ยระยะยาวอาจยังทรงตัวสูง ทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนยังไม่ผ่อนคลายในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งผลที่ตามมา คืออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อระยะสั้น เช่น บัตรเครดิต หรือสินเชื่อหมุนเวียน ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะถัดไป หากดอกเบี้ยยังไม่ลดลงภายในปีนี้
แต่อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดการที่ Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวว่าผลกระทบจากสงครามยังไม่ชัดเจนนั้น ก็หมายความว่าหากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและปัญหาราคาพลังงานได้ถูกแก้ไขแล้ว โอกาสที่ Fed จะกลับมาดำเนินนโยบายแบบค่อย ๆ ผ่อนคลายลงก็ยังคงมีความเป็นไปได้เช่นกัน
ที่มา : CNBC