
สัปดาห์นี้ ตลาดการเงินทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมถึงญี่ปุ่นที่พร้อมใจกันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยปรากฏการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งในบทความนี้จะพาไปสำรวจปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield ผลกระทบ และความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรในครั้งนี้
นักลงทุนมองเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในครั้งนี้มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดนี้ได้สร้างความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก และนำไปสู่การกลับมาเร่งตัวอีกครั้งของตัวเลขเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ที่อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน หรืออาจต้องหันมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อไม่ให้เร่งตัว ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกันการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า (Forward Guidance) และเน้นพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้ตลาดคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจและดอกเบี้ยได้ยากขึ้น ซึ่งเพิ่มความผันผวนให้แก่ตลาดพันธบัตร
ระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และการขาดดุลทางการคลัง
นอกเหนือจากเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยแล้ว ปัญหาการขาดดุลการคลังและระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญต่อตลาดพันธบัตร โดยแรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่กำลังเข้าใกล้ระดับ $40 trillion การกู้ยืมของรัฐบาลในยุโรปที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงแนวโน้มการขาดดุลการคลังของญี่ปุ่นที่อาจสูงขึ้น หลังรัฐบาลตัดสินใจลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มจาก 8% เหลือ 1% เป็นระยะเวลา 2 ปี
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อระดมเงินทุนมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้อุปทานพันธบัตรในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปริมาณพันธบัตรที่เสนอขายสูงขึ้น Bond Yield จึงต้องปรับตัวขึ้นเพื่อดึงดูดความต้องการจากนักลงทุน
การเข้ามาระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังต่างๆ ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่
อีกหนึ่งปัจจัยใหม่ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดตราสารหนี้ คือ กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) อย่าง Alphabet, Microsoft, Amazon, Meta Platforms และ Oracle หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตชิปสำหรับ Data Centers อย่าง Nvidia ต่างต้องการเงินทุนมหาศาลสำหรับการวิจัย พัฒนา และก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ต้องเร่งระดมทุนมหาศาล ซึ่งตลาดตราสารหนี้เองก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของปริมาณตราสารหนี้ภาคเอกชนในระดับสูงโดยเฉพาะจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ประกอบกับสภาวะการขาดดุลทางการคลังและหนี้ของภาครัฐฯ ในหลายประเทศยิ่งทำให้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ต่างเรียกร้องอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อรักษาความน่าสนใจในการลงทุน
การเร่งตัวของ Bond Yield ในรอบนี้น่ากลัวมากน้อยแค่ไหน?
แม้การปรับขึ้นของ Bond Yield จะสร้างความกังวลให้แก่ตลาด แต่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นน่าตื่นตระหนก โดยมองว่าระดับ Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่ระดับ 4-5% ยังถือเป็นระดับปกติ และยังไม่ถือกับว่าเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือบทบาทของ “Bond Vigilantes” หรือกลุ่มนักลงทุนที่คอยส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลผ่านการเทขายพันธบัตรเมื่อไม่พอใจนโยบายการคลังที่ขาดวินัย ซึ่งเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดซึ่งนักลงทุนภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอาจทำให้ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนและอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ได้ง่ายกว่าในอดีต
ล่าสุดเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสูงสุดอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว จากระดับเดิมที่ $2 billion ขึ้นมาเป็นอย่างน้อย $4 billion โดยจะเน้นทำการซื้อคืนในกลุ่มพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ หลังจาก Bond Yield พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี และเพื่อเร่งเข้าไปช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาวที่มีความอ่อนไหวสูง ซึ่งภายหลังการประกาศมาตรการ ตลาดตอบรับในเชิงบวก โดย Bond Yield ระยะยาวปรับลดลงในหลายช่วงอายุ
การเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield ในรอบนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน ปัญหาการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ตลอดจนอุปทานหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมหาศาลจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI แม้สถานการณ์ในปัจจุบันอาจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของประเทศสำคัญ ทิศทางเงินเฟ้อ ตลอดจนแนวโน้มการลงทุน หรือ CapEx ด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อระดับ Bond Yield และเสถียรภาพของตลาดการเงินในระยะต่อไป
ที่มา : Bloomberg, Reuters, CNBC