
นับตั้งแต่ต้นปี 2025 ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทวีความรุนแรงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมาจากสงครามในภูมิภาคต่างๆ หรือมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยอินเดียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว ทั้งจากความขัดแย้งกับปากีสถานในช่วงต้นปี และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ
แม้ในช่วงแรกจะมีการคาดการณ์ว่าอินเดียจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้เร็วที่สุด แต่กลายเป็นว่าสุดท้ายกลับเป็นตรงกันข้ามนั่นคือ อินเดียกลายเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงที่สุด ด้วยอัตรารวมกว่า 50% ทั้งจากภาษีตอบโต้และบทลงโทษในข้อหาการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย อย่างไรก็ดี อินเดียยังคงต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างหาวิธีต่างๆ เพื่อแก้เกมสงครามการค้าที่ดุเดือดยิ่งขึ้น
อินเดียประกาศลดภาษีครั้งสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก
นายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดียประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีครั้งสำคัญตามที่เคยได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชนเนื่องในโอกาสวันชาติอินเดียเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และรับมือกับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
ภายใต้มาตรการนี้ รัฐบาลอินเดียมีแผนที่จะปรับโครงสร้างภาษีสินค้าและบริการ (GST) ให้เหลือเพียง 2 อัตราที่ 5% และ 18% พร้อมวางแผนยกเลิกภาษีสินค้าบางรายการที่เก็บในอัตราที่สูงถึง 12% และ 28% ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของระบบภาษี และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ทั้งนี้ สำนักข่าว Reuters ได้เผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนี้จะส่งผลให้รถยนต์สันดาปขนาดเล็กถูกเรียกเก็บภาษีเพียง 18% จากเดิม 28% และทั้งเบี้ยประกันสุขภาพและเบี้ยประกันชีวิตจะถูกเรียกเก็บในอัตราเพียง 5% หรืออาจจะไม่ถูกเรียกเก็บเลย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนผลักดันการใช้เทคโนโลยีในระบบภาษี เช่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีล่วงหน้า และการคืนภาษีที่รวดเร็วขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี และลดภาระของผู้ประกอบการ
นักวิเคราะห์มองว่าการปฏิรูปภาษีในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจอินเดียที่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของ GDP และอาจช่วยลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน S&P Global Rating ยังมองว่าการบริโภคของอินเดียจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ในระดับที่สามารถจัดการได้อีกทั้งยังได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตของประเทศขึ้นมาอยู่ที่ระดับ BBB ซึ่งเป็นการปรับอันดับเครดิตขึ้นมาครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนว่ามุมมองจากหลายฝ่ายนั้นมองว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีจากสหรัฐฯอยู่ในระดับที่อินเดียจัดการได้
อินเดียเริ่มมองหาผู้จัดจำหน่ายน้ำมันรายอื่นนอกจากรัสเซียหลังถูกสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียและชาติสมาชิก OPEC รายเดือน

Source: Reuters
นอกจากมาตรการรองรับจากผลของการถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงแล้ว อินเดียยังได้พยายามที่จะหาทางให้อัตราภาษีที่ถูกเก็บจากข้อหานำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง โดยอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันดิบในประเทศได้พยายามชะลอการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียลง ซึ่งสำนักข่าว Reuters รายงานว่าอินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาลดลง 24.5% MoM เหลือเพียง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการชะลอการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียไม่เพียงแค่มีสาเหตุมาจากความต้องการน้ำมันดิบที่ลดลงตามปกติเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม แต่คาดว่ายังเกิดจากความต้องการลดการนำเข้าจากรัสเซียตามความต้องการของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าอินเดียจะยืนยันว่าจะไม่ยอมถอยให้กับสหรัฐฯ เนื่องจากจะยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักก็ตาม
โดยในช่วงที่ผ่านมาโรงกลั่นของภาครัฐ เช่น Indian Oil และ Bharat Petroleum เร่งรีบซื้อน้ำมันดิบจากชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ บราซิล หรือประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ขณะที่บริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ของอินเดียอย่าง Reliance Industry ได้นำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียลดลงถึง 19% MoM เมื่อเดือนที่แล้ว
ซึ่งอินเดียได้ทดแทนสัดส่วนน้ำมันดิบรัสเซียที่หายไปด้วยการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียในรอบส่งมอบเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ราว 22.5 ล้านบาร์เรล โดยถือเป็นยอดการนำเข้าน้ำมันของอินเดียจากซาอุดิอาระเบียสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเดือนกันยายน 2567
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี GST หรือการมองหาผู้จำหน่ายน้ำมันรายอื่นนอกเหนือจากรัสเซีย เป็นมาตรการเบื้องต้นเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสงครามการค้าที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้สำหรับภาพในระยะยาวอินเดียมีจุดยืนที่จะสร้างความอยู่รอดด้วยแนวทางที่เน้นไปยังการพึ่งพาตัวเองมากขึ้นตามที่ นายกฯ Modi ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะนึกถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศที่ตนคาดหวังเอาไว้ว่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์เจ็ต แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงเซมิคอนดักเตอร์
แต่ในท้ายที่สุดเชื่อว่าถึงแม้อินเดียจะพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ในอีกทางหนึ่งคาดว่าอินเดียจะยังหาช่องทางเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีลงในท้ายที่สุด
ที่มา: Bloomberg, Reuters