
ต้นปี 2026 ตลาดการเงินโลกกลับมาเผชิญกับความโกลาหลระลอกใหม่อีกครั้ง หลังประเด็น “กรีนแลนด์” กลายเป็นชนวนข้อพิพาทครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป โดยจุดเริ่มต้นมาจากความทะเยอทะยานของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ต้องการครอบครองดินแดนแห่งนี้ด้วยการเสนอซื้อเหมือนในอดีต ซึ่งครั้งก่อนอาจถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวการเมืองธรรมดา แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะสหรัฐฯ เลือกใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจแทนการเจรจา สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นชนวนที่สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ระหว่างสองภูมิภาค
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงต้นตอของวิกฤต มาตรการที่แต่ละฝ่ายนำมาใช้ ท่าทีตอบโต้ และผลกระทบที่ตลาดการเงินต้องเผชิญ พร้อมทั้งประเมินแนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
จุดเริ่มต้น: ทำไมต้องเป็น “กรีนแลนด์“?
ความสนใจของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะหากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1867 สหรัฐฯ เคยยื่นข้อเสนอซื้อดินแดนแห่งนี้ แต่ทุกครั้งก็ถูกปฏิเสธ รวมถึงในปี 2019 สมัยที่ Donald Trump ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก เขาก็เคยเสนอซื้อกรีนแลนด์และได้รับการปฏิเสธเช่นเดิม ทำให้ตอนที่ข่าวการขอซื้อกลับมาเป็นประเด็น หลายฝ่ายก็คาดว่าจะล้มเหลวเหมือนเดิม เพราะเดนมาร์กและชาวกรีนแลนด์ยืนยันชัดเจนว่าดินแดนนี้ “ไม่ได้มีไว้ขาย” และเรื่องนี้น่าจะจบลงแบบเงียบๆ
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ครั้งนี้กลับต่างจากเดิม เพราะสหรัฐฯ เปลี่ยนกลยุทธ์จากการเจรจาอย่างสันติไปสู่การใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการข่มขู่ ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังของ Trump ในการครอบครองดินแดนแห่งนี้ โดยเหตุผลที่ Trump ใช้เป็นข้ออ้างคือความสำคัญด้านความมั่นคงและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกรีนแลนด์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคอาร์กติกที่สามารถช่วยสหรัฐฯ คานอำนาจรัสเซียและจีน อีกทั้งยังอุดมไปด้วย Rare Earth ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ การควบคุมแหล่งแร่เหล่านี้จึงจะช่วยให้สหรัฐฯ ลดการพึ่งพาจีนอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการกดดันของสหรัฐฯ: สงครามภาษีระลอกใหม่
เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเข้าซื้อกรีนแลนด์ให้สำเร็จ Trump ได้เลือกใช้เครื่องมือที่คุ้นเคย นั่นคือการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า โดยสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าทั้งหมดจาก 8 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป หากยุโรปไม่ยอมรับข้อเสนอในการขายกรีนแลนด์ให้สหรัฐฯ
ยิ่งไปกว่านั้น Trump ยังขู่ว่าจะเพิ่มอัตราภาษีเป็น 25% ภายในวันที่ 1 มิ.ย. 2026 หากยุโรปยังคงปฏิเสธข้อเสนอ นอกจากนี้ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และฝรั่งเศสยังรุนแรงขึ้นอีก หลังผู้นำฝรั่งเศสปฏิเสธเข้าร่วมกลุ่ม “Board of Peace” ที่ Trump จัดตั้ง ทำให้สหรัฐฯ ขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าไวน์ฝรั่งเศสสูงถึง 200% สัญญาณเหล่านี้สะท้อนถึงการยกระดับความตึงเครียดทางการค้า และถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามภาษีระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปอย่างเป็นทางการ
ท่าทีและการตอบโต้ของยุโรป
ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับยุโรป สหภาพยุโรป (EU) ก็ได้แสดงท่าทีตอบโต้ทันที โดย EU ประกาศระงับการรับรองข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการเจรจา พร้อมพิจารณามาตรการตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 93,000 ล้านยูโร โดยเล็งเป้าไปที่สินค้าสำคัญ เช่น เครื่องบิน Boeing รถยนต์อเมริกัน และเหล้าเบอร์เบิน
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังของเยอรมนียังเรียกร้องให้ยุโรปเตรียมมาตรการตอบโต้ที่แข็งกร้าวที่สุด และเปิดการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือใหม่อย่าง “Trade Bazooka” หรือ Anti-Coercion Instrument (ACI) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจ EU ในการคว่ำบาตรทางการค้าอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ใช้การข่มขู่ทางการเมือง รวมทั้งมาตรการนี้อาจใช้ในการกีดกันบริษัทอเมริกันออกจากตลาดยุโรป หรือการยกเลิกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
นอกจากนี้ แนวคิด “Weaponizing Capital” หรือการใช้ทุนเป็นอาวุธเริ่มถูกพูดถึง เนื่องจากยุโรปถือครองสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ทั้งพันธบัตรและหุ้นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลที่คิดเป็น 40% ของสัดส่วนที่ต่างชาติถือครอง แม้โอกาสเทขายสินทรัพย์เพื่อตอบโต้ยังมีน้อยเพราะจะกระทบยุโรปเอง แต่ความเสี่ยงนี้ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นและกระทบต่อตลาดการเงินอยู่ เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณขายสินทรัพย์สหรัฐฯ จากบางหน่วยงานในยุโรป เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก AkademilkerPension ที่ประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้
Trump เปลี่ยนท่าทียืนยันไม่ใช้กำลังทหารยึดกรีนแลนด์
โดยล่าสุดหลังจากที่ทั้งฝ่ายสหรัฐฯและยุโรปแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกันอย่างเต็มที่ จนทั่วโลกกลัวว่าอาจจะลุกลามบานปลายจนกลายมาเป็นชนวนสงครามระดับโลกครั้งใหม่ แต่สถานการณ์ทุกอย่างก็ดูเริ่มจะผ่อนคลายลงบ้าง หลังจาก ปธน.Trump ขึ้นไปกล่าวในงานประชุม World Economic Forum ที่ Davos ว่าจะไม่ใช้กำลังทหารในการบุกเข้ายึดกรีนแลนด์ และต่อมายังอ้างว่าสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็น framework เบื้องต้นกับ NATO ในกรณีกรีนแลนด์ได้แล้ว รวมทั้งยัง “ถอนคำขู่” เรื่องที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรปเพิ่มด้วย
ขณะเดียวกันทาง Roberta Metsola ประธานสภายุโรป ก็ได้ออกมาประกาศทันทีหลัง Trump แถลงการณ์ว่าถึงเวลาเดินหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่ออีกครั้ง และเตรียมนำร่างข้อตกลงการค้าที่สั่งระงับไป กลับเข้าสู่กระบวนการโหวตรับรองในเร็วๆ นี้แทน
ซึ่งแม้บรรยากาศจะดูดีขึ้น แต่สถานการณ์ก็ถือว่ายังไม่จบลงเสียทีเดียว โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เดนมาร์ก Mette Frederiksen มองว่าการหารือเรื่องความมั่นคงใน Arctic ระหว่าง Trump กับ Rutte ผู้นำองค์กร NATO คนปัจจุบัน เป็นเรื่องดี โดยเธอกล่าวว่าประเทศพร้อมที่จะหารือกับ สหรัฐฯเกี่ยวกับแผนการป้องกันขีปนาวุธ “Golden Dome” อย่างไรก็ตาม เธอย้ำจุดยืนสำคัญว่า “อธิปไตยเป็นสิ่งที่เจรจาไม่ได้” และระบุว่าการพูดคุยต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดนเท่านั้น
วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ 2026 ในครั้งนี้ตอกย้ำว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ก้าวขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ชี้ขาดทิศทางของตลาดการเงินโลก โดยความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่สงครามการค้า แต่อาจขยายไปสู่ความเป็นไปได้ของสงครามการเงิน และแม้กระทั่งการใช้กำลังทหาร ซึ่งเพิ่มระดับความซับซ้อนและความเปราะบางอย่างมาก รวมถึงยังเป็นอีกหนึ่งครั้งที่ ปธน.Trump แสดงให้โลกได้เห็นว่าพร้อมจะเปลี่ยนท่าทีและจุดยืนในประเด็นต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้การลงทุนในภาวะตลาดที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ ควรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การกระจายการลงทุนไปยังหลายสินทรัพย์และพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการถือครอง สินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงและความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป
ที่มา: Bloomberg, CNBC, Reuters, the guardian