/
/
/
/
5 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองทั่วโลกที่นักลงทุนต้องจับตาในปี 2026

5 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองทั่วโลกที่นักลงทุนต้องจับตาในปี 2026

ปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงยังคงมาพร้อมกับความท้าทายที่นักลงทุนคุ้นเคย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การเมืองโลกเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดการเงิน หลังจากปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ปีนี้เหตุการณ์สำคัญหลายอย่างกลับมาอีกครั้ง ทั้งการเลือกตั้ง การเจรจาภาษี และความตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งถึงแม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนไกลตัว แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ราคาหุ้น ค่าเงิน และสินทรัพย์ต่างๆ มีความผันผวนอย่างมาก

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในปีหน้า นักลงทุนควรทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ทางการเมืองใดที่จะมีอิทธิพลต่อทิศทางของตลาด โดยบทความนี้จะพาไปประเมิน 5 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองทั่วโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในปี 2026

1.การเลือกตั้งไทย (8 กุมภาพันธ์ 2026): จุดชี้วัดความเชื่อมั่นในประเทศ

เหตุการณ์สำคัญแรกที่นักลงทุนไทยต้องเผชิญในปี 2026 คือ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย หลังจากปีที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ราคาหุ้นไทยซื้อขายอยู่ในระดับมูลค่าที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาค 

โดยสิ่งที่ตลาดจับตามองจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่ว่าใครจะได้ขึ้นเป็นนายกฯ แต่คือ เสถียรภาพหลังการเลือกตั้งมากกว่า เนื่องจากหากรัฐบาลจัดตั้งได้อย่างราบรื่นและสามารถเดินหน้างบประมาณตามแผน ความเสี่ยงทางการเมืองก็จะลดลง และอาจดึงเงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ถ้าหากกระบวนการมีการยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนด้านการเมืองก็น่าจะยังเป็นปัจจัยที่ยังคงกดดันตลาดต่อไป

2.การประชุมสองสภาของจีน (Two Sessions): สัญญาณเศรษฐกิจโลก

ในฝั่งเหตุการณ์ระดับโลก การประชุม Two Sessions ของจีนในช่วงต้นปี ถือเป็นจุดตั้งต้นของสมมติฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เพราะจีนยังคงเป็นหนึ่งในกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านการค้า การผลิต และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดจับตาว่าปีหน้ารัฐบาลจะส่งสัญญาณเชิงรุกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

โดยสิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขเป้าหมาย GDP (ซึ่งคาดว่าจะอยู่ราว 4.5–5%) แต่รวมถึงทิศทางนโยบาย เช่น การกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการสนับสนุนการบริโภค หากจีนเลือกใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง จะช่วยหนุนความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชีย 

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลยังคงเน้นความระมัดระวังเพื่อควบคุมหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลาดก็อาจปรับลดความคาดหวังลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าจีนจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง เพราะจะกระทบต่อการจ้างงานและเสถียรภาพทางสังคมที่อาจตามมาในภายหลัง

3.การพิจารณาคดีการใช้อำนาจเกินหน้าที่ของปธน. Donald Trump เป็นความเสี่ยงเชิงนโยบายที่ตลาดประเมินผลกระทบได้ยาก

การเมืองสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้ตลาด โดยเฉพาะการพิจารณาคดีการใช้อำนาจเกินหน้าที่ของปธน. Donald Trump แม้จะเป็นกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศ แต่ในมุมมองของนักลงทุน ประเด็นนี้สะท้อนความเสี่ยงเชิงนโยบาย เพราะ Trump ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำสูงสุด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิด “America First” ที่เน้นการขึ้นภาษีนำเข้า การกีดกันทางการค้า และการใช้นโยบายเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ภายในประเทศ 

นักวิเคราะห์มองว่าหากศาลตัดสินว่า Trump ใช้อำนาจเกินควร ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่เสถียรภาพของรัฐบาลและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ รวมทั้งผลกระทบนี้อาจลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก และสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินทั่วโลกโดยรวม

อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะอยู่เพียงระยะสั้น เนื่องจากทางสหรัฐฯ น่าจะมีมาตรการรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งยังน่าจะเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ต่อ เนื่องจาก Trump ยังมีเครื่องมือทางนโยบายหลายอย่างที่สามารถใช้กดดันการค้าโลกได้

4.การเจรจาภาษีจีน–สหรัฐฯ (เมษายน 2026) : ตัวแปรกำหนดทิศทางการค้าโลก

การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีนในช่วงเดือนเมษายน 2026 จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความตึงเครียดทางการค้า ระดับภาษีนำเข้า และต้นทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก

สิ่งที่ตลาดคาดหวังจากการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่ข้อตกลงที่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งทั้งหมดที่มีระหว่างกันได้ แต่คือการหลีกเลี่ยงแรงกดดันใหม่จากมาตรการภาษี หากสัญญาณหลังการพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศออกมาในเชิงผ่อนคลาย จะช่วยสนับสนุนการเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออก ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดแรงกดดันใหม่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจกดดันอัตรากำไรของบริษัท และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อท่าทีของธนาคารกลางในระยะถัดไป

5.การเจรจาภาษีจีน–สหรัฐฯ (เมษายน 2026) : ตัวแปรกำหนดทิศทางการค้าโลก

ข้อสุดท้ายคือเหตุการณ์การเมืองที่อาจมีนัยสำคัญที่สุดในช่วงปลายปี คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะกำหนดสมดุลอำนาจในสภาคองเกรส และส่งผลโดยตรงต่อทิศทางนโยบายด้านภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และกฎระเบียบในระยะถัดไป

โดยในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักตอบรับเชิงบวกหลังการเลือกตั้งกลางเทอม หากโครงสร้างอำนาจออกมาในลักษณะ “แบ่งขั้ว” หรือเกิดภาวะ gridlock เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากนโยบายที่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก ส่งผลให้สภาพแวดล้อมด้านนโยบายมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะในบริบทที่ Trump มีบทบาทสูง ความเสี่ยงด้านนโยบาย ทั้งเรื่องภาษี การค้า และกฎระเบียบ อาจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงปลายปี

ปี 2026 เป็นปีที่นักลงทุนจำเป็นต้องมองตลาดในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการติดตามข่าวรายวัน ปัจจัยทางการเมือง นโยบายการเงิน และผลกำไรของบริษัท เป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมกัน การทำความเข้าใจเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพื่อคาดเดาผลลัพธ์ล่วงหน้า แต่เพื่อเตรียมพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและโอกาสที่อาจเกิดขึ้น และรับมือกับความผันผวนของตลาดในปี 2026 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: Bloomberg, CNBC, Reuters

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TISCO Contact Center 0 2633 6000 กด 4 , 0 2080 6000 กด 4
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

รายงานฉบับนี้ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอหรือคำชี้ชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ และจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเท่านั้น มิให้นำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือโดยทางอื่นใด ทิสโก้ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้เนื้อหาหรือรายงานฉบับนี้ การนำไปซึ่งข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ผู้เดียว

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก