
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนมีแนวโน้มลดความเสี่ยงในพอร์ต ซึ่งส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่เผชิญกับแรงเทขายอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านทองคำที่โดยปกติถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะความขัดแย้ง ก็ยังปรับตัวลดลง สะท้อนว่าแรงขายในรอบนี้ไม่ได้จำกัดเพียงสินทรัพย์เสี่ยง แต่เป็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนในวงกว้าง
อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงของราคาทองคำในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้นจากการปรับพอร์ตและสภาพคล่องของนักลงทุนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน โดยเรามองว่า ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้
ในบทความนี้ เราจะพาไปวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ยังคงสนับสนุนแนวโน้มราคาทองคำในระยะถัดไป พร้อมอธิบายว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น โดยเราจะชี้ให้เห็นว่าจังหวะการอ่อนตัวของราคาทองคำ อาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสำหรับนักลงทุน
ราคาทองปรับลงโดยซึมซับปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว
ราคาทองคำได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดมากกว่า 20% ซึ่งถือเป็นการปรับฐานที่ลึกที่สุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนให้เห็นว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยลบไปมากแล้ว โดยเฉพาะแรงกดดันจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้ตลาดปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed โดยจากเดิมที่ตลาดเคยคาดว่าจะลด 1-2 ครั้งในปี 2026 แต่ตอนนี้ตลาดมองว่า Fed อาจชะลอการตัดสินใจ หรืออาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้
ในเชิงกลยุทธ์ Downside ของราคาทองคำจึงเริ่มจำกัด แม้ความขัดแย้งจะยังไม่สิ้นสุด แต่ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ไม่รุนแรงไปกว่าที่เป็นอยู่ ระดับราคาปัจจุบันถือว่าได้ซึมซับความเสี่ยงหลักๆ ไปเกือบทั้งหมดแล้ว

แรงซื้อจากธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ คาดว่าจะยังคงมีสูงอย่างต่อเนื่องในปีนี้
โดยปกติ ทองคำถูกขนานนามว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในช่วงที่เกิดภาวะความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี ในรอบนี้ราคากลับถูกกดดันจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่คาด
แม้ภาพรวมของตลาดการเงินในช่วงนี้จะดูผันผวน แต่นักวิเคราะห์ยังคาดว่า แรงซื้อทองคำแท่งเพื่อเป็นทุนสำรองจากธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถิติในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2022-2025) จะพบว่าปริมาณการเข้าซื้อสุทธิของธนาคารกลางยกระดับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 800 – 1,000 ตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญราคาปัจจุบัน
สถิตินี้สะท้อนว่า เมื่อราคาทองคำปรับฐานลงมาอยู่ที่ระดับที่น่าจูงใจ ความต้องการสะสมจากกลุ่มธนาคารกลางจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฐานรองรับสำคัญที่ช่วยจำกัด Downside ของราคาไม่ให้ปรับตัวลงลึกไปกว่าระดับปัจจุบัน

หากราคาทองคำปรับลงแรง มักฟื้นตัวได้เกิน 5%
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ผันผวน อาจเป็นโอกาสการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผ่านมุมมองทางเทคนิค เราจะพบรูปแบบพฤติกรรมราคาที่น่าสนใจว่า ทุกครั้งที่ราคาทองคำทิ้งตัวลงอย่างรุนแรง มักจะมีแรงดีดกลับ (Technical Rebound) ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 5% ตามมาเสมอ
จากกราฟสถิติย้อนหลัง (Timeframe Day) จะพบ 3จังหวะสำคัญที่เป็นคำตอบว่าทำไม ราคาทองย่อแรงถึงเป็นจังหวะน่าสะสม
ช่วงปี 2021 (ยุคฟื้นตัวหลังโควิด): ราคาทองเคยทิ้งดิ่งลงไปถึง -16.67% เนื่องจากตลาดเริ่มมีความหวังจากการฉีดวัคซีนและเศรษฐกิจที่เริ่มเปิดตัว ทำให้นักลงทุนเทขายทองคำเพื่อโยกเงินไปหาหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงแทน ประกอบกับ Fed ส่งสัญญาณลดการอัดฉีดเงิน (Tapering) แต่สุดท้ายเมื่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทองคำก็กลับมาทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อและดีดตัวขึ้นแรงถึง +14.02% ในช่วงเวลาต่อมา
ช่วงปี 2022 (วิกฤตเงินเฟ้อและดอกเบี้ยพุ่ง): รอบนี้ทองคำพักฐานลึกถึง -21.71% จากแรงกดดันของค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก เพราะ Fed เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่พอตลาดเริ่มกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และมีปัจจัยความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซีย-ยูเครนเข้ามาเป็นตัวกระตุ้น ราคาทองคำสามารถพลิกกลับมาฟื้นตัวได้แบบ V-shape พุ่งสูงถึง +27.09% ทันทีที่แรงขายเริ่มเบาบางลง
ภาพรวมปัจจุบัน (มีนาคม 2026): ล่าสุดราคาทองคำปรับฐานลงมาแล้วราวเกือบ -20% ท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการเงินโลก ซึ่งหากดูจากแนวโน้มทางเทคนิคเดิมในกราฟ การมองเป้าหมายฟื้นตัวที่ 5% (ตามเส้นสีเขียว) จึงเป็นจังหวะที่สมเหตุสมผลและมีโอกาสเกิดขึ้นสูงในเชิงเทคนิค โดยเฉพาะเมื่อราคาลงมาทดสอบแนวรับสำคัญ (เส้นสีส้ม) ที่มักมีแรงซื้อคืนกลับเข้ามาเสมอ

สถานะของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงอยู่
นอกจากปัจจัยหนุนด้านแรงซื้อจากกลุ่มธนาคารกลางแล้ว สถานะของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ยังคงบทบาทสำคัญในเชิงจิตวิทยาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสภาวะที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ แม้ในระยะสั้นราคาสินทรัพย์จะได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่า แต่สถิติในอดีตยืนยันว่า ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าสินค้าโภคภัณฑ์อื่นในยามวิกฤต โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมัน ทองคำมักให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกและมีความมั่นคงสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยสรุป แม้ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงของภาวะสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านในปัจจุบัน แต่ด้วยปัจจัยหนุนทั้ง การรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว แรงซื้อสะสมที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงสัญญาณทางเทคนิคที่สะท้อนถึงโอกาสในการฟื้นตัวของราคาทองคำ และบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ชัดเจนในยามวิกฤต ล้วนชี้ให้เห็นว่าทองคำยังมีโอกาสฟื้นตัวและไปต่อได้สูง
ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนชัดว่าทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ตลาดโลกเคลื่อนไหวรวดเร็วและเดาใจยาก การวางกลยุทธ์เข้าทำกำไรที่ชัดเจนจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการหาโอกาสลงทุนในช่วงวิกฤต จะต้องคอยจับตาดูตลาดอย่างใกล้ชิด หรือสามารถลงทุนผ่าน กลยุทธ์กองทุนทองคำทริกเกอร์ หรือเรียกว่า Gold Trigger Fund เพื่อช่วยบริหารจัดการจังหวะการเข้าออกให้เป็นระบบยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายทำกำไรที่ชัดเจนในช่วงสั้น ซึ่งถือเป็นวิธีที่ช่วยลดความกังวลจากความผันผวน และเปลี่ยนสภาวะตลาดที่คาดเดาไม่ได้ให้เป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา : TISCOASSET, Bloomberg, World Gold Council, Trading view