
ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ตอกย้ำว่าโลกเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากการแข่งขันด้าน AI ที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากผู้เล่นรายใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษ คงไม่พ้นบริษัทในกลุ่ม Magnificent 7 ที่ยังคงเป็นดาวเด่นในปีนี้ และในบรรดาบริษัทเหล่านี้ Alphabet เจ้าของแพลตฟอร์มที่เราใช้งานอยู่ทุกวันอย่าง Google, YouTube และ Android ถือเป็นบริษัทที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นที่สุดในปีนี้
โดยตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้น +68.18% (ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2025) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมาอย่างแข็งแกร่ง หลังจากเคยถูกตั้งคำถามว่า Alphabet จะพร้อมแข่งขันในยุค AI หรือไม่ แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Alphabet กลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่ในสงคราม AI? บทความนี้จะพาคุณเจาะลึก 3 ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ทำให้บริษัทมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องในอนาคต
1.การเข้าซื้อหุ้น Alphabet ของ Berkshire Hathaway – สัญญาณความเชื่อมั่นที่เริ่มฟื้นตัว
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาหุ้น Alphabet ให้ปรับตัวขึ้น คือการเปิดเผยว่า Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ได้เข้าซื้อหุ้น Alphabet มูลค่าราว $4.9 billion ในไตรมาสล่าสุด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสนใจอย่างมากแก่นักลงทุน เพราะโดยปกติแล้ว Berkshire มักใช้แนวทางการลงทุนที่ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้มีความแตกต่างจากแนวทางเดิมที่บริษัทเคยปฏิบัติมาโดยตลอด
หลังข้อมูลนี้ถูกเปิดเผย นักลงทุนตีความว่า Berkshire กำลังส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของ Alphabet สู่โครงสร้างรายได้ใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม โดยลดการพึ่งพารายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว และขยายไปสู่แหล่งรายได้ที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจ Cloud และการลงทุนด้าน AI โดยมุมมองเชิงบวกนี้ช่วยให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้น Alphabet กลับมาดีขึ้น และหนุนให้ราคาปรับตัวขึ้น
2.การเปิดตัว Gemini 3 – เทคโนโลยี AI ที่ขยายขอบเขตการใช้งานจริง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการเปิดตัว Gemini 3 โมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุดของ Google ที่รองรับการประมวลผลหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียง ภายใน AI ตัวเดียว ซึ่งความสามารถนี้ทำให้ บริษัทถูกประเมินใหม่ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนา AI ไม่ใช่เพียงผู้ตามเหมือนในช่วงแรกของการแข่งขัน
โดยสิ่งที่ทำให้ Gemini 3 ถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษ คือ AI รุ่นย่อยอย่าง Nano Banana Pro ซึ่งสามารถทำงานแบบออฟไลน์บนอุปกรณ์พกพาได้ตลอดเวลา และรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลภาพ การสั่งงานด้วยเสียง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์ นอกจากนี้ AI รุ่นนี้ยังจุดเด่นในเรื่องการสร้างตัวอักษรที่ถูกต้องและชัดเจนภายในรูปภาพ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องมือสร้างภาพ AI รุ่นก่อนๆ ที่มักมีปัญหาเรื่องการสร้างข้อความผิดเพี้ยน อีกทั้งความสามารถเหล่านี้ของ AI ดังกล่าวยังไม่ถูกจำกัดการใช้งานอยู่บนระบบ Cloud เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านบนมือถือและอุปกรณ์ IoT ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google มีระบบ ecosystem ที่ครอบคลุมและถือเป็นหนึ่งจุดแข็งที่คู่แข่งอย่าง OpenAI หรือผู้เล่นรายอื่นยังทำได้ไม่ได้
การเปิดตัว Gemini 3 และ Nano Banana Pro จึงไม่ใช่เพียงการอัปเดตเทคโนโลยี แต่เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำว่า Google กำลังสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในตลาด AI และยังถือเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมอง Alphabet เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีศักยภาพในการพัฒนา AI ครอบคลุมทุกระดับ ครอบคลุมทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์
3.การเปิดขายชิป TPU สู่ภายนอก – ก้าวสำคัญสู่การเป็นผู้เล่นในตลาดชิป AI
ปัจจัยสุดท้าย แม้จะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าอาจมีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาปัจจัยทั้งสาม เพราะไม่เพียงหนุนราคาหุ้น แต่ยังเพิ่มความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของบริษัท โดยปัจจัยนี้ คือ การตัดสินใจเปิดขายและให้บริการชิป TPU (Tensor Processing Unit) ให้กับบริษัทภายนอก หลังใช้แต่ภายในองค์กรมาเป็นเวลานาน โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Meta กำลังเจรจาซื้อหรือเช่า TPU จาก Alphabet เพื่อนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูล ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่อื่นๆ เริ่มยอมรับเทคโนโลยีของ Google ในฐานะหนึ่งทางเลือกที่แข็งแกร่ง
โดยชิป TPU เป็นชิป AI ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงาน Deep Learning ซึ่งมีจุดเด่นด้านความเร็วในการประมวลผลข้อมูลมหาศาลในศูนย์ Data Center ซึ่งจะต่างกับชิป GPU ของ Nvidia ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่หลากหลาย เช่น งานกราฟิก เกม 3 มิติ และการประมวลผลข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน เป็นต้น โดยถึงแม้ว่าชิป GPU จะทำงานได้หลากหลายกว่าชิป TPU แต่ก็ต้องแลกกับการเสียพลังงานจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ชิป TPU จึงอาจเป็นทางเลือกใหม่สำหรับงาน AI ของบริษัทต่างๆ ที่ต้องการความสามารถในประมวลผลระดับสูงและประหยัดพลังงานไปในเวลาเดียวกัน
การเปิดให้ใช้งานชิปภายนอกบริษัท ยังถือการเปิดประตูสู่แหล่งรายได้ใหม่แบบใหม่ที่มีความต่อเนื่องกว่าเดิม และลดการพึ่งพารายได้จากโฆษณา ซึ่งจะทำให้โครงสร้างธุรกิจของ Alphabet แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นการตัดสินใจครั้งนี้ยังเป็นการยกระดับกลยุทธ์ของบริษัทในการเข้าสู่ตลาดชิป AI ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบัน NVIDIA ครองอยู่แทบทั้งหมด พร้อมทั้งเปลี่ยนบทบาทของ Alphabet จากบริษัทซอฟต์แวร์และบริการออนไลน์ สู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่โมเดล AI ไปจนถึงฮาร์ดแวร์สำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีโอกาสเติบโตมหาศาลในระยะยาว
เมื่อพิจารณาปัจจัยหนุนที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า Alphabet กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากเดิมที่พึ่งพาแต่ธุรกิจโฆษณาและ Search Engine มาสู่ธุรกิจ AI แบบครบวงจร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การปรับตัว แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
แม้ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของ Alphabet จะอยู่ในทิศทางที่ดี แต่หากย้อนกลับไปช่วงที่ OpenAI เปิดตัว หลายคนอาจไม่คิดว่า Alphabet จะพัฒนา AI มาได้ถึงระดับนี้ เนื่องจากตอนนั้นยังมีการตั้งคำถามกันอยู่เลยว่า Alphabet จะรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจการค้นหา (Search Engine)ได้หรือไม่ แต่วันนี้บริษัทได้พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพและความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่เทรนด์ AI ได้อย่างยอดเยี่ยม
อย่างไรก็ดี แม้พัฒนาการของ Alphabet จะทำให้หลายฝ่ายมองว่าบริษัทอาจเป็นหนึ่งในผู้ชนะของตลาด AI แต่การแข่งขันในตลาดนี้ยังอีกยาวไกล ผู้ชนะอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการลงทุนในบริษัทเดียวอาจไม่เหมาะสม การกระจายการลงทุนไปยังหลายบริษัทที่มีศักยภาพจะช่วยบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนจากพัฒนาการในครั้งนี้ คือ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกธุรกิจในอนาคต ทำให้ธีมการลงทุนใน AI ยังคงน่าสนใจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ที่มา: Alphabet, Bloomberg, CNBC, Investing, Reuters