
ในช่วงที่ผ่านมา การประชุม Fed ครั้งแรกของปี 2026 ดูเหมือนว่าประเด็นการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ได้เป็นที่สนใจของตลาดสักเท่าไหร่นัก เพราะทุกฝ่ายคาดหมายว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ย แต่ประเด็นที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดก็คือ กรณีดราม่าการพยายามแทรกแซง Fed ของ ปธน.Trump อย่างไรก็ดี ท่ามกลางมรสุมครั้งใหญ่ที่สุดที่ถาโถมเข้าใส่ Fed ในรอบหลายทศวรรษ Jerome Powell และกรรมการ Fed สามารถหลีกเลี่ยงประเด็นดราม่าทางการเมืองได้สำเร็จ จนทำให้นักวิเคราะห์บางรายได้เรียกการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นการประชุมที่ “ไม่น่าสนใจ” และ “น่าเบื่อ” ที่สุดในรอบหลายปี โดยผลการประชุมที่ออกมาก็คือ อัตราดอกเบี้ยยังคงเดิม ไม่มีการส่งสัญญาณถึงอนาคต ไม่มีการปรับงบดุล และไม่มีการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ๆ แม้แต่ตอนตอบคำถามนักข่าว เขาก็ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องการเมืองที่เป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ตอนนี้
โดยนี่คือประเด็นสำคัญที่น่าสนใจที่สุดในการประชุม Fed เมื่อคืนวันพุธที่ 28 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา
ท่าทีที่ยังดูเข้มงวด (More Hawkish Than Dovish)
Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50 ถึง 3.75% ซึ่งถือเป็นการ “หยุดพัก” (Pause) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 หลังจากที่มีการปรับลดดอกเบี้ยลงมาติดต่อกันถึง 3 ครั้ง
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับความคาดหมายของตลาดแต่ยังเป็นการส่งสารถึงนักลงทุนว่า Fed จะไม่รีบลดดอกเบี้ยถึงแม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากปธน. Donald Trump ที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยลงทันทีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม
โดย Jerome Powell กล่าวว่า เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่ให้สัมภาษณ์ในแนวทางที่มีความมั่นใจกับเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ทำให้ภาพรวมในการสัมภาษณ์ดูไปในทิศทาง “สายเหยี่ยว” (Hawkish) แต่ดูเหมือนตลาดกลับไม่ได้มองแบบนั้น เพราะหลังการประชุมราคาทองคำกลับพุ่งสูงขึ้น ส่วน Dollar และ Yield พันธบัตรอายุ 10 ปีกลับปรับตัวลดลงสะท้อนว่าตลาดยังคงมีมุมมองว่า Fed จะยังกลับมาลดดอกเบี้ยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่ Jerome Powell มองว่าดอกเบี้ยนโยบายตอนนี้ “เป็นกลาง” และการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งที่ผ่านมาน่าจะเพียงพอแล้ว ในขณะที่ตลาดกำลังรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลที่อาจทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป จุดยืนของ Powell ในตอนนี้จึงถือว่าสมเหตุสมผล
ความเห็นที่แตกต่างในคณะกรรมการ
มีเรื่องที่น่าสนใจคือ Christopher Waller ได้ลงคะแนนร่วมกับ Stephen Miran (คนที่ Donald Trump เพิ่งแต่งตั้ง) โดยต้องการให้ลดดอกเบี้ยลง 25 Basis Points ซึ่ง Christopher Waller เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะมาเป็นประธาน Fed ต่อจาก Jerome Powell การที่เขาเห็นต่างในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการพยายามกลับเข้ามาอยู่ในกระแสผู้ชิงตำแหน่งอีกครั้ง แม้คะแนนจะยังตามหลังคนอื่นอย่าง Kevin Warsh หรือ Rick Rieder จาก BlackRock อยู่ก็ตาม
นอกจากเสียงที่เห็นต่างแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือสมาชิกที่เหลืออีก 5 ท่าน เห็นพ้องกับ Jerome Powell ให้คงดอกเบี้ยไว้ก่อน นี่เป็นสัญญาณว่าการจะเปลี่ยนทิศทางของคณะกรรมการ Fed ทั้งชุดให้ไปในทาง “สายพิราบ” (Dovish) หรือเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และโอกาสที่จะเห็น Fed เปลี่ยนนโยบายแบบกะทันหันในปีนี้ก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายมากนัก
อนาคตของ Jerome Powell
Jerome Powell จะหมดวาระประธานในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการต่อได้อีก 2 ปี แม้ Donald Trump จะอยากให้เขาออกไปเลย แต่ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดแบบนี้ อาจทำให้ Jerome Powell ตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อรักษาความเป็นอิสระของ Fed
โดย Powell ยังไม่ยอมตอบชัดเจนเรื่องอนาคตของตัวเอง แต่ความตรงไปตรงมาในการตอบคำถาม และการจบงานแถลงข่าวด้วยคำถามสั้นๆ ว่า “จบหรือยัง?” ทำให้นักข่าวบางส่วนรู้สึกว่าเขาพร้อมที่จะอำลาตำแหน่งแล้ว Powell ยังได้ออกมาย้ำเตือนถึงความสำคัญของ “ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง” ว่าไม่ใช่เพื่อปกป้องพวกพ้องของตนเอง แต่เป็นหลักสากลที่ป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงนโยบายการเงินเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแม้ในอดีต Powell อาจจะเคยทำผิดพลาดในช่วงปี 2021 ที่ปล่อยให้เงินเฟ้อ พุ่งสูงแต่ในช่วงปีหลังๆ Powell ก็สามารถประคองสถานการณ์กลับมาได้ดีมาก และที่ผ่านมาทุกฝ่ายต่างยกย่องว่า Powell ทำงานด้วยความซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือ จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่าเราคงจะคิดถึงเขาถ้าเขาออกจากคณะกรรมการ Fed ไปจริง ๆ ซึ่งหากนับจากปัจจุบันก็เหลือเวลานับถอยหลังอีกเพียงราว 4 เดือนเท่านั้นที่ประธาน Fed จะไม่ได้ชื่อ Jerome Powell อีกต่อไป
ที่มา: Bloomberg