จุดเปลี่ยนสำคัญตลาดน้ำมัน เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โบกมือลา OPEC

กำลังเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก เมื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่เป็นสมาชิกมาอย่างยาวนานถึง 6 ทศวรรษ นี่คือเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นคลอนให้กับกลุ่ม OPEC เป็นอย่างมาก และทำให้เกิดคำถามถึงอนาคตของ OPEC ต่อจากนี้ และการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมน้ำมันกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันของอุปทานครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามใน อิหร่าน การประกาศถอนตัวครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเดือดสูงสุดของความตึงเครียดที่ก่อตัวมานานหลายปีกับพี่ใหญ่ของกลุ่มอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ทั้งในเรื่องนโยบายการผลิตน้ำมันและการแย่งชิงอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาค

จังหวะเวลาที่ใช่ ในวิกฤตความขาดแคลน

แม้ว่าที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะเคยพูดถึงการออกจาก OPEC มาแล้ว แต่ Suhail Al Mazrouei รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ภาวะชะงักงันจากสงครามได้สร้าง “จังหวะเวลาที่เหมาะสม” สำหรับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ โดยเขากล่าวว่า “นี่คือการตัดสินใจที่เราตัดสินใจทำหลังจากการทบทวนกลยุทธ์ทั้งหมดของเราอย่างระมัดระวังและยาวนาน การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมในมุมมองของเรา เพราะมันจะไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาด เนื่องจากตลาดยังอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทาน (Undersupplied)”

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เชื่อมั่นว่าสภาวะขาดแคลนน้ำมันจากสงครามนั้นต้องการความคล่องตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด โดยไม่ต้องถูกผูกมัดจากกระบวนการตัดสินใจร่วมกันของกลุ่มใหญ่อีกต่อไป พร้อมย้ำว่าประเทศจะเป็นผู้ผลิตที่มี “ความรับผิดชอบ” ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายที่มีกำลังการผลิตสำรองจำนวนมาก และรู้สึกอึดอัดกับข้อจำกัดการลดกำลังการผลิตของ OPEC มานาน

ผู้ชนะและผู้แพ้ในเกมอำนาจพลังงาน

การจากไปของสมาชิกแกนหลักถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของกลุ่ม OPEC แต่ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นชัยชนะของ Donald Trump ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งมักจะวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของกลุ่มในการพยุงราคาน้ำมันอยู่เสมอ ก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามของ OPEC โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของอุปทานทั้งหมดของกลุ่ม

Jorge Leon หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จาก Rystad Energy ซึ่งเคยทำงานที่สำนักเลขาธิการ OPEC ชี้ให้เห็นว่า “ผลกระทบในระยะยาวคือโครงสร้างของ OPEC ที่อ่อนแอลง เมื่ออยู่นอกกลุ่ม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีทั้งแรงจูงใจและความสามารถในการเพิ่มการผลิต ซึ่งจะทำให้เกิดคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับความยั่งยืนในบทบาทของ ซาอุดีอาระเบีย ในฐานะผู้รักษาเสถียรภาพหลักของตลาด”

อย่างไรก็ดีในระยะสั้น ผลกระทบจากการออกจาก OPEC ของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ น่าจะมีจำกัด เนื่องจากสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ได้บีบรัดการส่งออกจาก อ่าวเปอร์เซีย ทำให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก และประเทศอื่น ๆ ต้องลดการผลิตลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น ขณะนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันซื้อขายกันอยู่ใกล้ระดับ $111 ต่อบาร์เรล และมีการประเมินว่า อุปทานจำนวน 1 พันล้านบาร์เรลได้สูญหายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากความขัดแย้ง ซึ่งหลุมดำนี้จะต้องใช้เวลาหลายปีในการอุดเพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิต ไม่ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือผู้ผลิตรายอื่นจะพยายามแก้ไขอย่างไรก็ตาม

โดยวิกฤติการถอนตัวครั้งนี้เป็นผลพวงจากการที่ สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล โจมตี อิหร่าน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนหลายพันลูกเข้าใส่กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียเพื่อตอบโต้ ซึ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากที่ประเทศเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่รายให้การสนับสนุนการผลักดันให้ สหประชาชาติ อนุมัติการใช้กำลังทหารเพื่อเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในทางปฏิบัติยังคงถูกปิดกั้นโดย อิหร่าน

รอยร้าวที่ลึกลงไปกว่าเรื่องน้ำมัน

ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคยขัดแย้งกันเป็นครั้งคราวในการประชุม OPEC+ เนื่องจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องการอัดฉีดเงินลงทุนใหม่ ๆ เพื่อขยายกำลังการผลิตน้ำมัน ในขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย กดดันให้กลุ่มควบคุมอุปทาน ความขัดแย้งเหล่านี้เคยทำให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกือบจะถอนตัวจาก OPEC มาแล้วแม้จะยังไม่เคยทำจริง

ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศปะทุขึ้นชัดเจนเมื่อต้นปีนี้ เมื่อ ซาอุดีอาระเบีย เคลื่อนไหวเพื่อลดทอนอิทธิพลของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในสงครามกลางเมืองใน เยเมน ซึ่งทั้งสองชาติต่างสนับสนุนคนละฝ่าย นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ไปไกลกว่าเรื่องน้ำมัน โดย ซาอุดีอาระเบีย พยายามลดการพึ่งพาน้ำมันและต้องการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคเพื่อแข่งขันกับ ดูไบ โดยตรง

กระแสการลากออกของสมาชิกในกลุ่ม OPEC

การลาออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครั้งนี้ไม่ใช่การลาออกครั้งแรกของประเทศสมาชิกในกลุ่ม OPEC โดยก่อนหน้านี้ประเทศอื่น ๆ ได้ทยอยออกจาก OPEC ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น แองโกลา ลาออกเมื่อสิ้นปี 2023 หลังจากกำลังผลิตลดลงและกลุ่มพยายามลดโควตา, เอกวาดอร์ ลาออกในปี 2020 เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ, และในปี 2018 ผู้ผลิตรายย่อยอย่าง กาตาร์ ลาออกเพื่อไปมุ่งเน้นการสร้างภาคส่วนก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ อิหร่าน ยังคงเป็นสมาชิก

จากผลสำรวจนักวิเคราะห์และเทรดเดอร์ของ Bloomberg ระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผลิตน้ำมันได้ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขทางการและโควตาของ OPEC+ อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามในกลุ่ม 12 ประเทศแกนหลักของ OPEC และอันดับหกในพันธมิตร OPEC+ ที่มี 22 ประเทศ อย่างไรก็ตาม การผลิตร่วงลงถึง 40% ในเดือนมีนาคม ตามผลสำรวจ หลังจากสถานการณ์สงครามบังคับให้ประเทศต้องปิดกำลังการผลิตส่วนใหญ่

ก่อนที่สงครามจะปะทุ OPEC+ อยู่ระหว่างทบทวนกำลังการผลิตของสมาชิกแต่ละรายเพื่อเตรียมกำหนดโควตาของปีหน้า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ (เคียงคู่กับ ซาอุดีอาระเบีย) ที่มีกำลังการผลิตสำรองพร้อมป้อนเข้าสู่ตลาด ข้อมูลจาก IEA ระบุว่ามีกำลังการผลิตว่างอยู่ที่ประมาณ 660,000 บาร์เรลต่อวัน แม้นักวิเคราะห์หลายคนจะเชื่อว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ผลิตใกล้ระดับสูงสุดแล้วก็ตาม ในขณะที่ Adnoc (บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ประเมินกำลังการผลิตของตนไว้สูงกว่ามากถึง 4.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมาย 5 ล้านบาร์เรล หากทำได้จริง ประเทศจะมีอุปทานส่วนเกินมหาศาลเพื่อนำเข้าสู่ตลาด

ทั้งนี้ เดิมที สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกำหนดจะเข้าร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ร่วมกับสมาชิกรายใหญ่ของ OPEC+ อีก 7 ประเทศ เพื่อหารือแผนการค่อย ๆ ฟื้นฟูการผลิตที่หยุดชะงักไปเมื่อหลายปีก่อน 

ทิศทางที่นักลงทุนต้องจับตา

การตัดสินใจของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการหันหลังให้กับ OPEC ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของตลาดพลังงานโลก แม้ผลกระทบระยะสั้นจะถูกดูดซับด้วยไฟสงครามและการขาดแคลนอุปทานที่รุนแรงจนผลักให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่ในระยะยาว นี่คือสัญญาณเตือนถึงจุดจบของความเป็นเอกภาพในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน นักลงทุนต้องจับตาดูการปรับตัวของ ซาอุดีอาระเบีย ทิศทางการผลิตที่แท้จริงของบริษัทขนาดใหญ่ของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่าง Adnoc ตลอดจนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะต่อจากนี้ กฎเกณฑ์และขั้วอำนาจในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่มา : Bloomberg

Scroll to Top
บริการออนไลน์
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนรวม

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก