
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเอเชีย ในปีนี้ หลังดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นดาวเด่นของภูมิภาค ก่อนที่บรรยากาศการลงทุนจะพลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อแรงขายทำกำไรเข้ากดดันตลาดอย่างหนักจนต้องมีการใช้มาตรการ Circuit Breaker เพื่อระงับการซื้อขายชั่วคราวหลายครั้ง
ภาพของตลาดที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า การปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงแรงสะเทือนระยะสั้น หรือเป็นสัญญาณเตือนของความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกังวลที่ปกคลุมตลาด กลับมีอีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือการกลับเข้ามาของเงินทุนต่างชาติในช่วงที่นักลงทุนจำนวนมากเลือกชะลอการลงทุนและรอความชัดเจนของตลาด
แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดเกาหลีใต้เผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา เหตุใดความเชื่อมั่นจึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง และความผันผวนรอบนี้ควรถูกมองเป็นวิกฤตที่ต้องระวัง หรือเป็นโอกาสที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
KOSPI ร่วงแรง เกิดอะไรขึ้น?
แม้การปรับตัวลงของดัชนี KOSPI จะสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า แรงกดดันที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือจากการเสื่อมถอยของปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนแต่อย่างใด
จุดเริ่มต้นของการปรับฐานเกิดจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix หลังจากราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นจากกระแส AI จนระดับความคาดหวังของนักลงทุนอยู่ในระดับสูงมาก อย่างไรก็ตาม แรงขายทำกำไรเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถอธิบายการปรับตัวลงที่รุนแรงของตลาดได้ทั้งหมด เพราะอีกปัจจัยสำคัญคือการใช้ Leverage ในระบบที่อยู่ในระดับสูง ทั้งผ่านบัญชีมาร์จิ้นและกองทุน Leveraged ETF ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุนรายย่อย
เมื่อราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลง นักลงทุนที่กู้ยืมเงินมาลงทุนจึงเผชิญกับ Margin Call และถูกบังคับขายหุ้นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ขณะเดียวกัน Leveraged ETF ก็ต้องปรับพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงตามกลไกของกองทุน ส่งผลให้เกิดแรงขายเพิ่มเติมในตลาด และกลายเป็น “วงจรบังคับขาย” (Forced Selling Cycle) ที่ยิ่งตลาดปรับตัวลง ก็ยิ่งมีแรงขายออกมาเพิ่มขึ้น เป็นลักษณะเดียวกับโดมิโนที่ล้มต่อกันเป็นทอด ๆ ด้วยเหตุนี้ ความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในรอบนี้จึงสะท้อนแรงกดดันจากสภาพคล่องและการลด Leverage ในระบบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และเมื่อสาเหตุหลักของการปรับฐานเป็นปัจจัยทางเทคนิค คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่าการปรับฐานครั้งนี้จะรุนแรงแค่ไหน แต่เป็นเพราะเหตุใดนักลงทุนต่างชาติจึงเลือกกลับเข้ามาซื้อ ท่ามกลางความกังวลของตลาด
ในวันที่ตลาดหวาดกลัว เหตุใดต่างชาติจึงกลับเข้าซื้อ?
ในช่วงที่นักลงทุนจำนวนมากกังวลกับความผันผวนของตลาด นักลงทุนสถาบันต่างชาติกลับมองเหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป โดยมองว่าการปรับตัวลงของ KOSPI ส่วนใหญ่เกิดจากแรงขายเชิงเทคนิคและการลด Leverage ในระบบ มากกว่าจะเป็นสัญญาณของปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เหตุผลสำคัญคือ หลายฝ่ายยังเชื่อว่าแนวโน้มการเติบโตจาก AI ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แม้ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามถึงผลตอบแทนของการลงทุนในระยะสั้น แต่ความต้องการชิป หน่วยความจำ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เกาหลีใต้ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยเฉพาะตลาดชิป HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผล AI และ Data Center ยุคใหม่ ทำให้บริษัทชั้นนำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก
อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดเริ่มฟื้นตัวคือการคลี่คลายของแรงบังคับขาย เมื่อกระบวนการ Deleveraging ค่อย ๆ สิ้นสุดลง แรงขายจาก Margin Call และ Leveraged ETF ก็ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ตลาดกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานได้มากขึ้น ประกอบกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ช่วยตอกย้ำว่าการลงทุนด้าน AI ของภาคธุรกิจทั่วโลกยังคงเดินหน้าต่อ นอกจากนี้ การปรับฐานอย่างรุนแรงยังทำให้ระดับ Valuation ของตลาดเกาหลีใต้กลับมาน่าสนใจมากขึ้น โดยตลาดยังซื้อขายในระดับมูลค่าที่ต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชีย หรือที่เรียกว่า Korea Discount
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติจึงมองว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากวงจร Forced Selling มากกว่าจะเป็นสัญญาณของวิกฤตเศรษฐกิจ และเมื่อแรงกดดันดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย ตลาดจึงค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาสะท้อนศักยภาพของปัจจัยพื้นฐานอีกครั้ง
เมื่อโอกาสมาพร้อมความผันผวน นักลงทุนควรมองอย่างไร?
แม้หลายปัจจัยจะทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลับมาน่าสนใจมากขึ้นหลังการปรับฐาน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า โอกาสและความผันผวนมักมาพร้อมกันเสมอ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและมีการกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเป็นพิเศษ เช่น กรณีของเกาหลีใต้ที่มีการกระจุกตัวอยู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ค่อนข้างสูง จึงมีแนวโน้มตอบสนองต่อข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้รวดเร็วกว่าหลายตลาด
สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเกาหลีใต้ แต่ไม่ต้องการเผชิญกับความผันผวนของตลาดเดียวมากเกินไป การลงทุนผ่านกองทุนที่กระจายการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะยังได้รับประโยชน์จากการเติบโตของบริษัทชั้นนำในเกาหลีใต้แล้ว ยังช่วยกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่น ๆ ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจแตกต่างกันอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างตลาดและการใช้ Leverage มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ดังนั้น สำหรับนักลงทุนระยะยาว ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การคาดเดาว่าตลาดจะผันผวนต่อไปอีกนานเพียงใดแต่เป็นการประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดยังคงแข็งแกร่งหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความผันผวนเป็นเพียงสิ่งที่ตลาดแสดงออกในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานต่างหากที่มักเป็นตัวกำหนดทิศทางในระยะยาว
ที่มา : CNBC, Bloomberg.